(ภาพจากกองบรรณาธิการ'กำแพงแดง 27' ถ่ายโดย สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์)
กี่ครั้งกี่หนที่หลายหน่วยงานตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเปิดร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา
แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นข่าวว่าร้านเหล่านั้นถูกปิดตัวลง
การสนใจปัญหาเหล่านั้นเป็นการตื่นตัวในระยะสั้น ๆ
ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของหน่วยงานที่จัดโครงการเหล่านี้ขึ้น
ให้ดูเหมือนกับใส่ใจปัญหาสังคม แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ
ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงเรื้อรังอยู่เหมือนเดิมและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
สถานบันเทิงเหล่านี้ผุดขึ้นมาใกล้กับสถาบันอุดมศึกษาอย่างกับดอกเห็ด
แม้ในช่วงเศรษฐกิจของโลกที่กำลังแย่แต่จากการสำรวจก็ยังคงพบว่าบรรดาร้านเหล้าที่อยู่รอบรั้ว
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งมีรายได้ต่อเดือนรวมกันอาจจะสูงถึงร้อยล้านบาท
ชี้ให้เห็นว่ากิจการเหล่านี้ยังเติบโตไปได้ดีกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นเยาวชนนักศึกษา
ซึ่งในความคิดของพวกเขาเหล่านั้นมองว่าเป็นสถานที่สำหรับการพบปะสังสรรค์กันในบรรดาเพื่อนฝูง
เป็นการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน แต่ละร้านก็ต่างแข่งกันจัดโปรโมชั่นมาล่อตาล่อใจลูกค้า
รวมทั้งบรรยากาศภายในร้านที่ดูจะน่านั่งไปเสียหมด
จนกลายเป็นเรื่องคุ้นชินและธรรมดามากในสายตาของพวกเขา
สิ่งสำคัญก็คือสถานบันเทิงเหล่านี้เดินทางสะดวก อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแค่ไม่กี่สิบก้าว
โดยหารู้ไม่ว่าการดื่มเหล้าหรือการใช้บริการสถานบันเทิงเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย
ทั้งปัญหาที่เกิดกับชุมชนหรือแม้แต่ตัวตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาท ส่งเสียงดัง
ปัญหาเรื่องการเรียน สุขภาพ การเกิดอุบัติเหตุและปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาเป็นลำดับ
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาก็เป็นอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง
ที่หนีไม่พ้นปัญหาการเปิดร้านเหล้าใกล้มหาวิทยาลัย
และถึงแม้จะมีการจัดจัดโครงการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะจัดโดยตัวมหาวิทยาลัยเองก็ตาม
ก็มีเพียงแค่การถกถียงถึงปัญหากันในที่ประชุมชนเท่านั้น
บ่อยครั้งก้าวหน้าถึงขั้นเชิญหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบมาร่วมเปิดประเด็น
แต่ก็ไม่เคยมีมาตรการที่เด็ดขาดในการจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจนได้สักครั้ง
แม่บทกฎหมายที่ว่าด้วยการห้ามเปิดสถานที่บันเทิง หรือร้านค้า
ที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ในระยะ 500 เมตรดูจะเป็นแค่เศษกระดาษ
เมื่อก็ยังมีร้านเหล่านี้ตั้งอยู่แทบจะเกยกับรั้วมหาวิทยาลัย
ภายในชุมชนสวนอ้อยจากการสำรวจพบว่ามีร้านเหล้าเปิดอยู่นับสิบร้าน
เปิดต้อนรับให้นักศึกษาจากราชภัฏสวนสุนันทาและราชภัฏสวนดุสิต
รวมไปถึงเยาวชนในละแวกใกล้เคียงเข้ามาใช้บริการกันอย่างโจ่งแจ้ง
ไม่เพียงแต่เป็นการฝืนกฎหมายแค่นั้น เพราะเมื่อลองศึกษาปัญหาพื้นที่ไปลึก ๆ แล้วจะพบว่า
ที่ดินตรงบริเวณชุมชนสวนอ้อยนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
แต่กลับมีการเปิดให้บริการ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างโจ่งแจ้ง
ชัดเจนไปจนกระทั่งขายกันถึงใต้หอพักนักศึกษา
มีการอนุญาตให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปใช้บริการ
บ่อยครั้งภาพที่คุ้นชินตาของชาวบ้านก็คือการที่เยาวชนแต่งชุดนักศึกษาเข้าไปดื่มเหล้า
สูบบุหรี่อยู่ในร้านจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
เราไม่อาจมองเห็นความหวังว่าผู้ประกอบการจะมองถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับปัญญาชนหัวอ่อน
เพราะผลกำไรที่พวกเขาหวังว่าจะได้มีมากกว่าอย่างแน่นอน
บางร้านมีเสื้อยืดมาให้นักศึกษาเปลี่ยนก่อนจะเข้าร้านเสียด้วยซ้ำไป
ร้านเหล้าเหล่านี้ไม่ได้เปิดเป็นผับบาร์ที่ใหญ่โต บางร้านเป็นแค่ร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว
แต่ก็ยังมีนักศึกษาเข้ามาใช้บริการกันตลอด การที่ร้านเหล้าหน้ามหาวิทยาลัยได้รับความนิยมมาก
เนื่องจากการเดินทางที่ไม่ลำบากสามารถรวมตัวกันระหว่างเพื่อนได้สะดวก
เด็กหน้าใหม่ ๆ ที่มาก็เพราะการชักชวนของรุ่นพี่
นอกจากนี้ก็ยังมาจากการเห็นคนในครอบครัวดื่มเป็นประจำ
จนเกิดเป็นกระแสค่านิยมที่ผิด ๆ เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เกิดเป็นปัญหาต่อยอดให้กับชุมชนและชื่อเสียงมหาวิทยาลัย
เมื่อสติของวัยรุ่นถูกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มาพรากไป บ่อยครั้งเกิดการทะเลาะวิวาท
มีการดื่มเหล้าเกินเวลา และส่งเสียงดังรบกวนประชาชนในละแวกนั้น
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มาร้องเรียนต่อประธานชุมชนหลายครั้ง
หากติดตามให้เป็นปัญหาระยะยาวก็จะพบเรื่องชู้สาว
การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและอาจจะเกิดปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ตามมา
ประเด็นที่ทำให้เกิดสถานบันเทิงในชุมชนนี้เป็นส่วนใหญ่ก็เนื่องจากมีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น
ในชุมชนเกิดหอพักที่มีชื่อ หรือหอพักแอบแฝงขึ้นมามาก
จึงเป็นโอกาสของธุรกิจได้เข้ามาเปิดให้บริการ
และถึงแม้ว่าที่ตรงนี้จะเป็นที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์
แต่ทางผู้เช่านั้นมีการปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา
มีการอาศัยช่องโหว่ในเงื่อนไขของสัญญาเช่า เปลี่ยนที่พักอาศัยให้เป็นธุรกิจมอมเมาเยาวชน
เมื่อมีการตื่นตัวกันที ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ก็มาหาทางแก้ปัญหากันที โดยแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็ออกมาในรูปแบบเดิม ๆ
ที่ใครก็ต้องคิดตรงกันอยู่แล้วว่าต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกภาคส่วน
ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเอง ชุมชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
อาศัยความร่วมมือจากสถานีตำรวจนครบาลสามเสน สถานีตำรวจนครบาลดุสิต
ในเรื่องของ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการค้าขายสินค้า ที่มีแอลกอฮอล์หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหานี้ เบื้องต้นโทษขายสุราปรับไม่เกิน 500 บาท
และต้องยื่นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาไปถึงกรมสรรพสามิต
เนื่องจากเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้สามารถขายสุราได้
จึงทำให้ตำรวจและหน่วยงานที่ควบคุมกำเนินการปิดกิจการสถานบันเทิงเหล่านี้ไม่ได้
อาจจะบอกได้ว่ากฎหมายไม่เอื้ออำนวยต่อการควบคุมดูแลในพื้นที่ต้องห้าม
เมื่อทางร้านมีใบอนุญาตจำหน่ายสุราอยู่ กฎหมายหลายฉบับมีความล้าหลัง
จึงต้องผลักดันนโยบายร่วมกัน ทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน
เสนอให้มีการทำสถิติเก็บข้อมูลร้านเหล้า รอบมหาวิทยาลัย
และกำหนดมาตรการ ทิศทาง ร่วมกันอย่างไร
ในส่วนของภาคประชาชนทำได้เพียงเฝ้าระวัง และป้องกันเท่านั้น
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกัน อาจจะต้องจัดมาตรการ
สำหรับลงโทษสำหรับนักศึกษาที่แต่งชุดนักศึกษาและอายุไม่ถึงเข้าไปใช้บริการ
ท้ายสุดต้องปลูกจิตสำนึกให้นักศึกษา เสริมวิชาหน้าที่พลเมืองให้นักศึกษา
เพราะนักศึกษาไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง
คอยแต่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายอยู่บนเส้นด้ายแห่งความประมาท
ความตลกร้ายของบทสรุปการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือไม่มีฝ่ายไหนที่เอาจริงเสียที
ฝ่ายที่ดูจะน่าเห็นใจและเสียเปรียบที่สุดก็น่าจะเป็นคนในชุมชน
ส่วนนี้ไม่นับถึงผู้ประกอบกิจการ เพราะเมื่อมีใครออกมาพุดถึงเรื่องนี้ทีก็จะตื่นตัวที
แต่ไม่ตื่นตัวจนถึงขั้นจัดการอะไรเด็ดขาด ไม่มีใครแสดงถึงความจริงใจที่จะสกัดกั้นร้านเหล้าเหล่านี้
ให้ออกพ้นไปจากบริเวณมหาวิทยาลัย ปมปัญหานี้ไม่เคยถูกคลี่คลายออกไปจากสังคมไทยได้เลย
เป็นปมปัญหาที่ถึงแม้จะมีการร่วมมือกันในบริเวณมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
แต่ก็ยังคงมีในอีกมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ต่อไป
คนที่จะเป็นคนแกะเงื่อนของเชือกเหนียวนี้ได้ก็คงหนีไม่พ้นรัฐบาล
ที่ต้องมีความจริงใจที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้
ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะขจัดพื้นที่เสี่ยงให้กับเยาวชนไทยที่กำลังจะเป็นอนาคตของประเทศ
โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน กลุ่มบุคคลหรือข้าราชการสีกากี
ที่ฉ้อฉลรับเงินใต้โต๊ะมาจากผู้ประกอบการ รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังพร้อมกันทุกกระทรวง
และหน่วยงานราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการผนึกกำลัง
ผลักดันให้สถานบันเทิงและแหล่งจำหน่ายเหล้า เบียร์ ไวน์ ทุกประเภท
ออกไปห่างไกลจากสถาบันการศึกษาโดยเร็ว ถึงแม้จะเกิดความร่วมมือกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ก็จริง แต่ก็จะไม่มีพลังเพียงพอ ที่จะควบคุมดูแลไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากนี้ต่อไปในอนาคต
เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นแค่ความร่วมมือเท่านั้นไม่ใช่กฎหมาย
รัฐบาลจึงควรที่จะต้องออกมาสร้างกฎหมายมีโทษออกมาปกป้องนักศึกษาที่อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ
แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้พวกเขาเข้าใจโทษภัยของเหล้าได้
แต่อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อที่จะได้นำสถานที่อโคจรเหล่านี้
ออกไปให้ไกลจากพวกเขาอีกสักหน่อยก็ยังดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น