วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปมปัญหาแช่อิ่มกลิ่นแอลกอฮอล์









  

(ภาพจากกองบรรณาธิการ'กำแพงแดง 27' ถ่ายโดย สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์)




กี่ครั้งกี่หนที่หลายหน่วยงานตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเปิดร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา 
แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นข่าวว่าร้านเหล่านั้นถูกปิดตัวลง 
การสนใจปัญหาเหล่านั้นเป็นการตื่นตัวในระยะสั้น ๆ 
ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของหน่วยงานที่จัดโครงการเหล่านี้ขึ้น 
ให้ดูเหมือนกับใส่ใจปัญหาสังคม แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ
 ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงเรื้อรังอยู่เหมือนเดิมและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
 สถานบันเทิงเหล่านี้ผุดขึ้นมาใกล้กับสถาบันอุดมศึกษาอย่างกับดอกเห็ด 
แม้ในช่วงเศรษฐกิจของโลกที่กำลังแย่แต่จากการสำรวจก็ยังคงพบว่าบรรดาร้านเหล้าที่อยู่รอบรั้ว
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งมีรายได้ต่อเดือนรวมกันอาจจะสูงถึงร้อยล้านบาท
 ชี้ให้เห็นว่ากิจการเหล่านี้ยังเติบโตไปได้ดีกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นเยาวชนนักศึกษา 
ซึ่งในความคิดของพวกเขาเหล่านั้นมองว่าเป็นสถานที่สำหรับการพบปะสังสรรค์กันในบรรดาเพื่อนฝูง 
เป็นการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน แต่ละร้านก็ต่างแข่งกันจัดโปรโมชั่นมาล่อตาล่อใจลูกค้า
 รวมทั้งบรรยากาศภายในร้านที่ดูจะน่านั่งไปเสียหมด 
จนกลายเป็นเรื่องคุ้นชินและธรรมดามากในสายตาของพวกเขา 
สิ่งสำคัญก็คือสถานบันเทิงเหล่านี้เดินทางสะดวก อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแค่ไม่กี่สิบก้าว 
โดยหารู้ไม่ว่าการดื่มเหล้าหรือการใช้บริการสถานบันเทิงเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย 
ทั้งปัญหาที่เกิดกับชุมชนหรือแม้แต่ตัวตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาท ส่งเสียงดัง 
ปัญหาเรื่องการเรียน สุขภาพ การเกิดอุบัติเหตุและปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาเป็นลำดับ


 มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาก็เป็นอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง
ที่หนีไม่พ้นปัญหาการเปิดร้านเหล้าใกล้มหาวิทยาลัย 
และถึงแม้จะมีการจัดจัดโครงการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะจัดโดยตัวมหาวิทยาลัยเองก็ตาม
 ก็มีเพียงแค่การถกถียงถึงปัญหากันในที่ประชุมชนเท่านั้น 
บ่อยครั้งก้าวหน้าถึงขั้นเชิญหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบมาร่วมเปิดประเด็น 
แต่ก็ไม่เคยมีมาตรการที่เด็ดขาดในการจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจนได้สักครั้ง




แม่บทกฎหมายที่ว่าด้วยการห้ามเปิดสถานที่บันเทิง หรือร้านค้า
ที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ในระยะ 500 เมตรดูจะเป็นแค่เศษกระดาษ
เมื่อก็ยังมีร้านเหล่านี้ตั้งอยู่แทบจะเกยกับรั้วมหาวิทยาลัย 
ภายในชุมชนสวนอ้อยจากการสำรวจพบว่ามีร้านเหล้าเปิดอยู่นับสิบร้าน
 เปิดต้อนรับให้นักศึกษาจากราชภัฏสวนสุนันทาและราชภัฏสวนดุสิต
รวมไปถึงเยาวชนในละแวกใกล้เคียงเข้ามาใช้บริการกันอย่างโจ่งแจ้ง 
ไม่เพียงแต่เป็นการฝืนกฎหมายแค่นั้น เพราะเมื่อลองศึกษาปัญหาพื้นที่ไปลึก ๆ แล้วจะพบว่า 
ที่ดินตรงบริเวณชุมชนสวนอ้อยนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 
แต่กลับมีการเปิดให้บริการ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างโจ่งแจ้ง 
ชัดเจนไปจนกระทั่งขายกันถึงใต้หอพักนักศึกษา
 มีการอนุญาตให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปใช้บริการ
 บ่อยครั้งภาพที่คุ้นชินตาของชาวบ้านก็คือการที่เยาวชนแต่งชุดนักศึกษาเข้าไปดื่มเหล้า
 สูบบุหรี่อยู่ในร้านจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว 
เราไม่อาจมองเห็นความหวังว่าผู้ประกอบการจะมองถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับปัญญาชนหัวอ่อน 
เพราะผลกำไรที่พวกเขาหวังว่าจะได้มีมากกว่าอย่างแน่นอน 
บางร้านมีเสื้อยืดมาให้นักศึกษาเปลี่ยนก่อนจะเข้าร้านเสียด้วยซ้ำไป
 ร้านเหล้าเหล่านี้ไม่ได้เปิดเป็นผับบาร์ที่ใหญ่โต บางร้านเป็นแค่ร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว 
แต่ก็ยังมีนักศึกษาเข้ามาใช้บริการกันตลอด การที่ร้านเหล้าหน้ามหาวิทยาลัยได้รับความนิยมมาก
เนื่องจากการเดินทางที่ไม่ลำบากสามารถรวมตัวกันระหว่างเพื่อนได้สะดวก 
เด็กหน้าใหม่ ๆ ที่มาก็เพราะการชักชวนของรุ่นพี่ 
นอกจากนี้ก็ยังมาจากการเห็นคนในครอบครัวดื่มเป็นประจำ
 จนเกิดเป็นกระแสค่านิยมที่ผิด ๆ เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
 เกิดเป็นปัญหาต่อยอดให้กับชุมชนและชื่อเสียงมหาวิทยาลัย
 เมื่อสติของวัยรุ่นถูกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มาพรากไป บ่อยครั้งเกิดการทะเลาะวิวาท 
มีการดื่มเหล้าเกินเวลา และส่งเสียงดังรบกวนประชาชนในละแวกนั้น
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มาร้องเรียนต่อประธานชุมชนหลายครั้ง 
หากติดตามให้เป็นปัญหาระยะยาวก็จะพบเรื่องชู้สาว 
การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและอาจจะเกิดปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ตามมา




ประเด็นที่ทำให้เกิดสถานบันเทิงในชุมชนนี้เป็นส่วนใหญ่ก็เนื่องจากมีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น   
 ในชุมชนเกิดหอพักที่มีชื่อ หรือหอพักแอบแฝงขึ้นมามาก
 จึงเป็นโอกาสของธุรกิจได้เข้ามาเปิดให้บริการ 
และถึงแม้ว่าที่ตรงนี้จะเป็นที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์  
แต่ทางผู้เช่านั้นมีการปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา 
มีการอาศัยช่องโหว่ในเงื่อนไขของสัญญาเช่า เปลี่ยนที่พักอาศัยให้เป็นธุรกิจมอมเมาเยาวชน
 เมื่อมีการตื่นตัวกันที ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ก็มาหาทางแก้ปัญหากันที โดยแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็ออกมาในรูปแบบเดิม ๆ 
ที่ใครก็ต้องคิดตรงกันอยู่แล้วว่าต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกภาคส่วน 
ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเอง ชุมชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 
อาศัยความร่วมมือจากสถานีตำรวจนครบาลสามเสน สถานีตำรวจนครบาลดุสิต
 ในเรื่องของ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการค้าขายสินค้า ที่มีแอลกอฮอล์หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหานี้ เบื้องต้นโทษขายสุราปรับไม่เกิน 500 บาท 
และต้องยื่นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาไปถึงกรมสรรพสามิต
 เนื่องจากเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้สามารถขายสุราได้ 
จึงทำให้ตำรวจและหน่วยงานที่ควบคุมกำเนินการปิดกิจการสถานบันเทิงเหล่านี้ไม่ได้ 
อาจจะบอกได้ว่ากฎหมายไม่เอื้ออำนวยต่อการควบคุมดูแลในพื้นที่ต้องห้าม
เมื่อทางร้านมีใบอนุญาตจำหน่ายสุราอยู่ กฎหมายหลายฉบับมีความล้าหลัง 
จึงต้องผลักดันนโยบายร่วมกัน ทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน
 เสนอให้มีการทำสถิติเก็บข้อมูลร้านเหล้า รอบมหาวิทยาลัย 
 และกำหนดมาตรการ ทิศทาง ร่วมกันอย่างไร
 ในส่วนของภาคประชาชนทำได้เพียงเฝ้าระวัง และป้องกันเท่านั้น
 นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกัน อาจจะต้องจัดมาตรการ
สำหรับลงโทษสำหรับนักศึกษาที่แต่งชุดนักศึกษาและอายุไม่ถึงเข้าไปใช้บริการ 
ท้ายสุดต้องปลูกจิตสำนึกให้นักศึกษา  เสริมวิชาหน้าที่พลเมืองให้นักศึกษา
เพราะนักศึกษาไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง
 คอยแต่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายอยู่บนเส้นด้ายแห่งความประมาท               



ความตลกร้ายของบทสรุปการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือไม่มีฝ่ายไหนที่เอาจริงเสียที
 ฝ่ายที่ดูจะน่าเห็นใจและเสียเปรียบที่สุดก็น่าจะเป็นคนในชุมชน 
ส่วนนี้ไม่นับถึงผู้ประกอบกิจการ เพราะเมื่อมีใครออกมาพุดถึงเรื่องนี้ทีก็จะตื่นตัวที 
แต่ไม่ตื่นตัวจนถึงขั้นจัดการอะไรเด็ดขาด ไม่มีใครแสดงถึงความจริงใจที่จะสกัดกั้นร้านเหล้าเหล่านี้
ให้ออกพ้นไปจากบริเวณมหาวิทยาลัย ปมปัญหานี้ไม่เคยถูกคลี่คลายออกไปจากสังคมไทยได้เลย
 เป็นปมปัญหาที่ถึงแม้จะมีการร่วมมือกันในบริเวณมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
แต่ก็ยังคงมีในอีกมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ต่อไป
 คนที่จะเป็นคนแกะเงื่อนของเชือกเหนียวนี้ได้ก็คงหนีไม่พ้นรัฐบาล 
ที่ต้องมีความจริงใจที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ 
ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะขจัดพื้นที่เสี่ยงให้กับเยาวชนไทยที่กำลังจะเป็นอนาคตของประเทศ
โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน กลุ่มบุคคลหรือข้าราชการสีกากี
ที่ฉ้อฉลรับเงินใต้โต๊ะมาจากผู้ประกอบการ  รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังพร้อมกันทุกกระทรวง 
และหน่วยงานราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการผนึกกำลัง 
ผลักดันให้สถานบันเทิงและแหล่งจำหน่ายเหล้า เบียร์ ไวน์ ทุกประเภท
ออกไปห่างไกลจากสถาบันการศึกษาโดยเร็ว ถึงแม้จะเกิดความร่วมมือกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ก็จริง แต่ก็จะไม่มีพลังเพียงพอ ที่จะควบคุมดูแลไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากนี้ต่อไปในอนาคต 
เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นแค่ความร่วมมือเท่านั้นไม่ใช่กฎหมาย 
รัฐบาลจึงควรที่จะต้องออกมาสร้างกฎหมายมีโทษออกมาปกป้องนักศึกษาที่อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ 
แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้พวกเขาเข้าใจโทษภัยของเหล้าได้ 
แต่อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อที่จะได้นำสถานที่อโคจรเหล่านี้ 
ออกไปให้ไกลจากพวกเขาอีกสักหน่อยก็ยังดี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น