วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วัฎจักรที่ฝังลึก


มาหาวิทยาอะไร ?
                       

ในโลกที่ มีคน...สองชนชั้น                       ในหนึ่งนั้น ยากแค้น หนักหนา
หากเราเดิน ผ่านเลย อย่างเฉยชา              เท่ากลับว่า เราอยู่ข้าง ผู้ย่ำยี
เธอเป็น แสงเทียน แห่งความหวัง              ที่จะยัง ต่อสู้ ผู้กดขี่
ร่ำเรียน เพื่อรับใช้ ประชาชี                        เถิด..เป็นแสง ส่องชี้ เส้นทางธรรม
เมธา มาสขาว 24 พฤศจิกายน 2542


    

    เรียกว่าค่านิยมก็คงจะถูกที่สุดแล้วสำหรับการศึกษาของประเทศไทย 
คนที่จะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมจะ ต้องเรียนจบ ได้รับใบปริญญา 
เด็กไทยทุกคนต่างเฝ้าฝันที่จะได้เรียนมหาวิทยาลัย
 ในฐานะที่ตัวข้าพเจ้าก็เพิ่งผ่านพ้นวัยมัธยมมาไม่นานก็สามารถพูดได้อย่าง เต็มปากเต็มคำ
ว่าที่เด็กนักเรียนตั้งใจเล่าเรียนกันอย่างชนิดที่ว่าหนักหนา สาหัสนั้น
 จุดประสงค์ของพวกเขาก็คือการได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
 เข้าเรียนในสาขาคณะที่พวกเขาเคารพบูชาและหวังว่ามันคือจุดเริ่มต้นของการ 
ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นความนิยมที่เข้าใจว่าเป็นคุณค่า 
เป็นคุณค่าเพราะว่ามันเป็นราคา 
การศึกษาคือการลงทุน          




  ในขณะที่สังคมไทยกำลังลอยล่องอยู่บนกระแสคลื่นของระบบนายทุน 
มีปัญหาสังคมที่ทับซ้อนกันอยู่ในทุกพื้นที่ 
มหาวิทยาลัยก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ถูกเลือกให้เป็นความหวังของประเทศชาติ
 เป็นสิ่งที่คนในประเทศเคารพและเชื่อใจในสถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้ 
จนกลายเป็นความเคยชินและไว้วางใจว่าตราบใดที่เด็กไทยเรียนจบมหาวิทยาลัย 
ได้กอดใบปริญญา ประเทศก็คงจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ 
ทุกคนในประเทศประเมินคุณค่าของมหาวิทยาลัยไว้สูงส่งมากเกินไป 
ใครมีปริญญาติดตัว คนนั้นก็จะได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น กลายเป็นคนที่ดูมีความรู้ 
คนในสังคมยอมรับ เมื่อแรกที่ก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัยจะมีคนสักกี่คนที่ตั้งใจว่าฉันมาเรียนที่นี่ 
ได้สวมชุดนักศึกษาที่รอคอยมาเป็นสิบปี 
ฉันจะได้อะไรจากสถาบันแห่งนี้เพื่อที่จะต่อยอดความคิด
สร้างประโยชน์ให้กับชีวิตฉันบ้าง มากกว่าใบปริญญาหรือเกียรตินิยม 

" ประเทศไทยทุกวันนี้น่าสงสารมาก
 เพราะมัวแต่ไปฝากความหวังให้กับนักศึกษาปัญญาชน "
 ที่อยู่แต่ในห้วงของการแข่งขัน คาดคั้น และช่วงชิง 
ทุกคนเอาตัวรอดในการเรียนไปแต่ละวันแต่ละเทอม หลงหยิ่งทะนงในตนเองว่ามีความรู้ 
แต่จะมีสักกี่คนที่วางอนาคตว่าจบออกไปฉันจะทำงานให้กับสังคม
 ฉันอยากจะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
 น่าขมขื่นที่คนส่วนใหญ่คิดแต่ว่าจบแล้วฉันอยากจะไปเรียนต่อ ไปทำงานบนตึกสูง ๆ 
ทำงานที่บริษัทดัง ๆ รวมถึงการไปทำงานที่ต่างประเทศ ด้วยถือว่าเป็นความโก้เก๋ 
แต่ลืมคิดไปว่านั่นคือภาวะสมองไหล คนรุ่นใหม่ไปทำงานให้ต่างชาติ
สร้างความเจริญให้แก่ประเทศอื่นและเหยียบย่ำ รากเหง้าของประเทศตนเอง
 จะมีคนรุ่นใหม่สักกี่คนที่สำนึกในประเทศบ้านเกิด ว่ายังมีความทุกข์ยากของประชาชนอยู่ในทุกพื้นที่
ซึ่งต้องการพลังและความรู้ของคนรุ่นใหม่เหล่านี้มา ช่วยพัฒนา 



ตัวสถาบันเองก็เช่นกันทุกแห่งต่างก็ใช้ต้นทุนใช้เม็ดเงินสูง ๆ ทุ่มเทให้มหาวิทยาลัยมีวิทยาการ 
นวัตกรรม และความเป็นเลิศทางวิชาการให้อยู่อันดับต้น ๆ 
 ใช้ภาษีของ ประชาชนมาใช้เพื่อสร้างอาณาจักรความรู้ที่ยิ่งใหญ่ 
แต่ผลผลิตที่สังคมได้รับกลับสูญเปล่า 
เมื่อบัณฑิตที่จบออกมาไม่มีจิตวิญญาณและความรับผิดชอบที่จะรับใช้สังคม
 มหาวิทยาลัยไม่สามารถยืดหยัดเป็นหลักให้ประเทศชาติได้ 
ในทุกวันนี้สังคมได้รับประโยชน์จากคนรุ่นใหม่เหล่านี้น้อยมาก 
สิ่งเหล่านี้นับวันยิ่งฝังรากลึกลงไปจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของยุคโลกาภิวัฒน์ 
ทุกคนมองไปหาแต่ความก้าวหน้าของตน เพิกเฉยต่อปัญหาสังคม 
ยิ่งไปกว่านั้นคือทำตัวให้เป็นปัญหาแก่ระบบการพัฒนาประเทศเสียเองด้วยซ้ำ 





            ลูกทุกคนจะโดนพ่อแม่สั่งสอนว่าต้องตั้งใจเรียน ทำเกรดให้ดี ๆ จบมามีงานทำดี ๆ จะได้สบาย 
หากจะคิดต่อมันก็คงต่อไปได้ว่า คนอื่น ประเทศชาติเป็นอย่างไรอย่าไปสนใจ 
สร้างฐานะตัวเองให้ดี ๆ ก็พอ สังคมจะย่ำแย่เกิดความเหลื่อมล้ำมากแค่ไหน
 เราไม่เคยโดนสอนให้สนใจ หรือแม้แต่เอาใจไปเดือดร้อนด้วย
 ด้วยเหตุผลที่แสนหนักแน่นว่า “ไม่ใช่เรื่องของตน”
 ความคิดแบบนี้มันเท่ากับว่าพวกเขาอยู่ข้างผู้ย่ำยี 
อยู่ข้างพวกนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนในประเทศ
 ทั้ง ๆ ที่ในทุกวันพวกเขาใช้เงินจากภาษีประชาชนหล่อหลอมความรู้ทั้งสิ้น 
พวกเขาเป็นเหมือนแสงเทียนแห่งความหวังของประเทศ 
สังคมยังหวังว่าพวกเขาจะทำงานรับใช้ประเทศ 
บาดแผลของปัญหานี้ลึกมาก ไม่มีทางที่จะหาทางออกเรื่องนี้ในยุคทุนนิยมนี้ได้ 
สิ่งที่ตัวข้าพเจ้าหวังก็คงมีเพียงว่าโรงเรียนจะปลูกฝังหน้าที่พลเมืองให้มากกว่านี้ 
มหาวิทยาลัยก็ต้องมองจุดมุ่งหมายต่อบ้านเมืองเป็นหลักและทำงานร่วมมือกับ สังคมให้มากขึ้น 
และสุดท้ายก็ต้องอยู่ที่การปลูกฝังของครอบครัว เราเคยได้ยินแต่คำว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” 
แต่ตอนนี้มันต่อได้ยาวขึ้นอีกว่า “และฉันรังแกประเทศ”  





(บทความที่เป็นมุมมองเรื่องปัญหาสังคมไทยของผู้เขียน ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสหลักที่คนสนใจ 
แต่ผู้เขียนเห็นความสำคัญว่าเป็นอุปสรรคและแนวทางปฏิบัติผิด ๆ ที่จะพัฒนาประเทศให้ดีงาม
หลายปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่เรากลับมองข้าม 
ด้วยเมืองไทยในปัจจุบันเป็นระบบพวกพ้อง 
เป็นสังคมแห่งการเอารัดเอาเปรียบจากคนชนชั้นสูงและนายทุน 
มีความเหลื่อมล้ำในประเทศมากมาย บล็อกนี้อาจจะสะท้อนปัญหาได้ไม่หมด
  แต่ก็เป็นมุมมองอีกด้านหนึ่งที่ผู้เขียนกังวลว่ามันจะเกาะเป็นสนิมให้สังคม
ที่ทุกวันนี้ผุกร่อนจนแทบไม่เหลือความดี)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น