เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่ผู้เขียนได้ก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วกำแพงแดงแห่งนี้
ด้วยความฝันจากชั้นมัธยมปลายที่คิดว่าการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย
จะต้องมีความสนุกอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่วันแรกของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์
ที่มีความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ที่ตัวเองรัก
การมองหากิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เคยตัดสินว่ามันเป็นส่วนสำคัญ
ที่จะทำให้ชีวิตวัยรุ่นในมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างสมบูรณ์
เป็นทัศนคติของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เคยวาดฝันไว้อย่างยิ่งใหญ่ในเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียน
แต่เมื่อสามปีได้ผ่านไป ความรู้สึกตรงนั้นก็ได้จางหายไปเกือบหมด
กิจกรรมมากมายที่เคยได้ดูผ่านทางภาพยนตร์หรือที่เคยได้ฟังเรื่องเล่าจากผู้คนรอบข้าง
แทบหาไม่ได้เลยจากมหาวิทยาลัยนี้ ความฝันที่เคยมีว่าการเป็นนักศึกษา
มันคงจะมีอิสระในการทำหลาย ๆ สิ่งเป็นอย่างมากจากที่เคยเป็นนักเรียน ได้ทำกิจกรรม
มันคงจะมีอิสระในการทำหลาย ๆ สิ่งเป็นอย่างมากจากที่เคยเป็นนักเรียน ได้ทำกิจกรรม
ได้หาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยจากบุคคลและสิ่งแวดล้อม
แต่ในตอนนี้ข้าพเจ้ากลับไม่เหลือภาพที่เคยวาดฝันเหล่านั้นอยู่เลย
มหาวิทยาลัยคุณภาพ ชั้นนำเพื่อปวงชน คือวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่แสนจะดูดี
มหาวิทยาลัยคุณภาพ ชั้นนำเพื่อปวงชน คือวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่แสนจะดูดี
แต่ผู้เขียนก็ยังมองไม่เห็นว่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้
จะพัฒนาได้โดดเด่นกว่ามหาวิทยาลัยอื่นได้ยังไง
และศักยภาพของนักศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏธรรมดา ๆ ทั่วไป
โดยส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่ามันเป็นชีวิตนักศึกษาที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่ายที่สุดแล้ว
เมื่อทุกคนได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็จะมีตารางเรียนมาให้นักศึกษาแต่ละสาขา
เราก็แค่มาเรียนตามตารางเรียนที่ถูกกำหนดไว้ให้ตามหลักสูตร
วันหนึ่งก็เรียนเพียงแค่หนึ่งหรือสองวิชาเท่านั้น เรียนเสร็จก็กลับ ไม่ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนต่อ
กิจกรรมซึ่งพอหลุดพ้นจากการรับน้องและกิจกรรมในส่วนของสาขาแล้ว
ก็จะเป็นกิจกรรมของมหาวิทยาลัยซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นการจัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญต่าง ๆ
ยกตัวอย่างของผู้เขียนตลอดสองปีที่ผ่านมา ก็คือจะมีใครสักคนในกลุ่มเพื่อน
ที่ไปบังเอิญทราบมาว่าจะมีการจัดกิจกรรม ตัวข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นการประชาสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรม
ของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังเสียที สมมติว่าเป็นกิจกรรมเข้าพรรษาก็แล้วกัน
จัดขึ้นที่ลานวิทย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยก็จะมารอกันตั้งแต่เช้า เพื่อมารอสแกนบัตรนักศึกษา
พอจัดระเบียบต่อแถวรับการสแกนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถือว่าเสร็จสิ้นการเข้าร่วมกิจกรรมวันเข้าพรรษา
ใครมาก็ได้หน่วยกิจกรรมใครไม่มาก็ไม่ได้ แต่ถ้าย้อนถามนักศึกษาว่ากิจกรรมนี้คืออะไร
ใครมาก็ได้หน่วยกิจกรรมใครไม่มาก็ไม่ได้ แต่ถ้าย้อนถามนักศึกษาว่ากิจกรรมนี้คืออะไร
วัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมคืออะไร ก็คงไม่มีใครตอบได้
เพราะไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแค่มาเข้าแถวอย่างเดียวรอบันทึกรหัสนักศึกษาก็เป็นอันว่าเสร็จ
มันก็ยังเป็นสิ่งที่อยากรู้ของผู้เขียนมาตลอดว่ากิจกรรมเหล่านี้จัดขึ้นมาเพื่ออะไรและเพื่อใคร
เมื่อมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย
เมื่อก่อนผู้เขียนได้พยายามหาเหตุผลดี ๆ มาเป็นคำตอบในเรื่องพวกนี้ว่า
เมื่อก่อนผู้เขียนได้พยายามหาเหตุผลดี ๆ มาเป็นคำตอบในเรื่องพวกนี้ว่า
อาจจะเป็นเพราะมหาวิทยาลัยเราไม่กว้างขวาง
ไม่มีหอพักอยู่ภายในเหมือนมหาวิทยาลัยชื่อดังอื่น ๆ
จึงทำให้นักศึกษาไม่ได้มีความรู้สึกรักในมหาวิทยาลัย รักในนคณะที่เรียน
เพราะเรียนเสร็จสามชั่วโมงก็กลับบ้านกลับหอพัก ไม่ได้มีกิจกรรมที่ทำให้ผูกพันกับมหาวิทยาลัย
แต่เมื่อนานเข้าผู้เขียนถึงได้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวนักศึกษาต่างหาก
การเป็นนักศึกษาราชภัฏสวนสุนันทา เราทำได้แค่นี้
ส่วนไหนที่มีคนบอกว่าไม่ได้เราก็จบอยู่แค่นั้นยอมรับว่าไม่ได้แม้จะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่ได้
หากวันไหนที่นักศึกษาจะเริ่มรู้ตัวว่าสถานภาพของเรานั้น
“เป็นถึงนักศึกษา” ไม่ได้เป็น “แค่นักศึกษา”
เมื่อนั้นเราก็คงจะมีสิทธิที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้
ได้มีโอกาสที่จะใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาจริง ๆ
มีพลังที่จะการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยที่เป็นของทุกคนไปในทิศทางที่อยากจะไป
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวนักศึกษาเองว่าจะกล้าถามหาสิทธิที่ควรจะมี หรือว่าจะเป็นต่อไปเช่นนี้
มีคนชี้ว่าให้เดินตรง นี้ ห้ามออกนอกเส้นทาง เราก็เดินไปอยู่แค่นั้น
ไม่มีทางได้ทราบเลยว่าระหว่างทางหรือเส้นทางเดินอื่นนั้นมีอะไรอยู่บ้าง
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนยังมองเห็นพลังของนักศึกษาอยู่
และได้สัมผัสจริง ๆ ว่าพลังในตัวของนักศึกษานั้นยังไม่ได้มอดไหม้ไปเสียทีเดียว
ก็คือเหตุการณ์การเดินขบวนเรียกร้องไม่ให้นำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนตัวได้มีโอกาสเข้ามาคลุกคลีในวงในของเรื่องนี้
จากการทำข่าวและรับรู้ความเคลื่อนไหวของนักศึกษา ฟีดแบค รวมไปถึงท่าทีของประชาคม
ว่าเรื่องนี้มันไม่ได้โพล่งออกมาแค่วันนั้นวันเดียว ที่นักศึกษาออกมามีส่วนร่วม
แต่มันมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเดือน ๆ ก่อนหน้านี้ที่ นักศึกษาเกือบทั้งมหาวิทยาลัย
ให้ความสนใจ และเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะร่วมตัดสินใจด้วย
ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นฟีดแบ็ค(แค่ส่วนหนึ่ง)จากผู้บริหารหรืออาจารย์
จะออกมาในทางทีไม่เห็นด้วย และออกมาบอกว่านักศึกษาถูกปลุกระดมโดยแกนนำ
เมื่อได้ยินมาเช่นนั้น ฉันก็ได้แต่ถอดทอนใจ และคิดว่าจนถึงขนาดนี้
ผู้บริหารและอจ.บางคนก็ยังดูถูกและไม่เชื่อมั่นในความคิดของนักศึกษา
อดคิดไม่ได้ว่าพวกท่านเหล่านั้นคิดกับนักศึกษาว่าเป็นนักเรียนหัวอ่อนกระนั้นหรือ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น