วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การบ้าน teaser

การใช้โปรแกรม Adobe premiere pro ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

โปรแกรมตัดต่อเป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ใหม่เมื่อภาคการศึกษานี้

มันสนุกดี 

เมื่อได้ตัดภาพเคลื่อนไหวร้อยเรียงกันเป็นเรื่องราว

การใส่เอฟเฟกต์ ใส่เทกซ์ ใส่สี

ที่เราพอใจ

งานชื้นนี้เป็นงานส่งอาจารย์ในหัวข้อ ทีเซอร์รายการอะไรก็ได้

ฉันเลือกรายการคอนเสิรต์ ของศิลปินที่ตัวเองชอบ

BIGBANG

ถึงแม้มันจะไม่ได้ใช้เอฟเฟกต์อะไรมากนัก

แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจทำออกมา 

"29.02.2012

BIGBANG

is 

back"

อ่า ...ชีวิตของฉันที่ผ่านชิ้นงานมันช่างราบเรียบจริง ๆ 55555





แล้วก็ Nice to meet you นะ Adobe premiere pro 
หวังว่าเราจะมีมิตรภาพที่ดีต่อกันไปนาน ๆ

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ของดีสวนนัน

ว่ากันด้วยเรื่องของเบเกอรี่’สวนนันโครงการเบเกอรี่ในโครงการอาหารกลางวัน 
เริ่มจากฝ่ายสวัสดิการในสถาบันราชภัฎสวนสุนันทาได้จัดทำโครงการอาหารกลางวันขึ้น 
เพื่อบริการอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม เมื่อมีการจัดงานประชุมหรือสัมมนาขึ้นภายในสถาบัน ฯ
ต่อมามีการจัดเลี้ยงและมีการขายอาหาร 
ซึ่งเป็นบริการให้นักศึกษาได้ทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะในราคาที่ไม่แพง
 เมื่อมีการจัดเลี้ยงอาหารว่างมากขึ้น จึงทำขนมเบเกอรี่เองและได้รับความนิยม 
เมื่อทำขนมมากขึ้นก็ขยายกิจการ จึงตั้งโครงการเบเกอรี่ ฯ ขึ้นมา 
โดยไม่ทำการจดทะเบียนเพียงแบบฟอร์มการจัดตั้งโครงการ ฯ
 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขึ้นมาควบคุมโครงการ ฯ 
เมื่อประมาณเดือน กุมภาพันธ์ 2543 
โดยมีรองศาสตราจารย์วีณา เอี่ยมประไพ เป็นประธานกรรมการ จนถึงปัจจุบัน
แม้เบเกอรี่ของสวน'นัันจะไม่ได้โด่งดังสร้างชื่อให้กับมหาวิทยาลัยเหมือนกับข้างบ้าน 
แต่เบเกอรี่ของเราก็อร่อยไม่แพ้ใคร
แถมยัง สด ใหม่ และผลิตจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม 
เรียกได้ว่า เรื่องรสชาติก็ไม่แพ้ใครกันเลยทีเดียว
 แถมเรายังมีให้บริการทั้งภายในร้านในมหาวิทยาลัย
 มีบุคคลภายนอกรับออกไปจำหน่าย
 และทางโครงการเบเกอรี่ยังรับจัดเบรกในงานสัมมนาต่างๆในราคาย่อมเยาว์อีกด้วย 
ยังไงเพื่อน ๆ ก็อย่าลืมแวะอุดหนุนเบเกอรี่แก้วเจ้าจอมด้วยนะ
ส่วนตัวคิดว่ามันอร่อยกว่าของข้างบ้านอีก (55555+)
ถึงแม้รายการขนมเราจะมีไม่เยอะ แต่ทุกอย่างอร่อยจริง ๆ 



สถานที่ให้บริการและการจัดจำหน่าย
จุดขายหกเหลี่ยมบริเวณประตูถนนสามเสน
จุดขายเรือนริมรั้ว
จุดขายใต้ถุนอาคาร 37
จุดขายมัธยมสาธิตสวนสุนันทาบริเวณประตูถนนอู่ทองทองนอก
จุดขายคณะวิทยาการจัดการ
จุดขายประตูถนนสามเสน




และหากจะลองให้อันดับความอร่อยกันเล่น ๆ
 สำหรับ 1ใน 3 ของขนมเบเกอรี่แก้วเจ้าจอมในดวงใจแล้วล่ะก็ 
ต้องนี่เลย ท็อฟฟี่เค้ก เนื้อนุ่ม ๆ ที่ท็อปปิ้งนั้นหอมหวานคาราเมลและถั่วที่เยิ้มพอดี 
อันดับสองได้แก่ เค้กชอคโกแลคหน้านิ่ม ที่ใคร ๆ ก็ติดใจ 
ปิดท้ายอันดับ 3 ด้วย เอแคลที่มีเอกลักษณ์เป็นของแก้วเจ้าจอมโดยเฉพาะ 
ให้คะแนนพอ ๆ กับทาร์ตไข่แสนอร่อย

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เป็น 'แค่' นักศึกษา

เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่ผู้เขียนได้ก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วกำแพงแดงแห่งนี้ 
ด้วยความฝันจากชั้นมัธยมปลายที่คิดว่าการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย
จะต้องมีความสนุกอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างแท้จริง 
นับตั้งแต่วันแรกของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ 
ที่มีความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ที่ตัวเองรัก 
การมองหากิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เคยตัดสินว่ามันเป็นส่วนสำคัญ
ที่จะทำให้ชีวิตวัยรุ่นในมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างสมบูรณ์
 เป็นทัศนคติของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เคยวาดฝันไว้อย่างยิ่งใหญ่ในเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียน
 แต่เมื่อสามปีได้ผ่านไป ความรู้สึกตรงนั้นก็ได้จางหายไปเกือบหมด
 กิจกรรมมากมายที่เคยได้ดูผ่านทางภาพยนตร์หรือที่เคยได้ฟังเรื่องเล่าจากผู้คนรอบข้าง
 แทบหาไม่ได้เลยจากมหาวิทยาลัยนี้ ความฝันที่เคยมีว่าการเป็นนักศึกษา
มันคงจะมีอิสระในการทำหลาย ๆ สิ่งเป็นอย่างมากจากที่เคยเป็นนักเรียน ได้ทำกิจกรรม
 ได้หาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยจากบุคคลและสิ่งแวดล้อม 
แต่ในตอนนี้ข้าพเจ้ากลับไม่เหลือภาพที่เคยวาดฝันเหล่านั้นอยู่เลย

มหาวิทยาลัยคุณภาพ ชั้นนำเพื่อปวงชน คือวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่แสนจะดูดี 
แต่ผู้เขียนก็ยังมองไม่เห็นว่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้
จะพัฒนาได้โดดเด่นกว่ามหาวิทยาลัยอื่นได้ยังไง 
และศักยภาพของนักศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏธรรมดา ๆ ทั่วไป 
โดยส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่ามันเป็นชีวิตนักศึกษาที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่ายที่สุดแล้ว
 เมื่อทุกคนได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็จะมีตารางเรียนมาให้นักศึกษาแต่ละสาขา 
เราก็แค่มาเรียนตามตารางเรียนที่ถูกกำหนดไว้ให้ตามหลักสูตร
 วันหนึ่งก็เรียนเพียงแค่หนึ่งหรือสองวิชาเท่านั้น เรียนเสร็จก็กลับ ไม่ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนต่อ
 กิจกรรมซึ่งพอหลุดพ้นจากการรับน้องและกิจกรรมในส่วนของสาขาแล้ว
 ก็จะเป็นกิจกรรมของมหาวิทยาลัยซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นการจัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญต่าง ๆ
 ยกตัวอย่างของผู้เขียนตลอดสองปีที่ผ่านมา ก็คือจะมีใครสักคนในกลุ่มเพื่อน
ที่ไปบังเอิญทราบมาว่าจะมีการจัดกิจกรรม ตัวข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นการประชาสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรม
ของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังเสียที สมมติว่าเป็นกิจกรรมเข้าพรรษาก็แล้วกัน 
จัดขึ้นที่ลานวิทย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
 นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยก็จะมารอกันตั้งแต่เช้า เพื่อมารอสแกนบัตรนักศึกษา 
พอจัดระเบียบต่อแถวรับการสแกนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถือว่าเสร็จสิ้นการเข้าร่วมกิจกรรมวันเข้าพรรษา
ใครมาก็ได้หน่วยกิจกรรมใครไม่มาก็ไม่ได้ แต่ถ้าย้อนถามนักศึกษาว่ากิจกรรมนี้คืออะไร 
วัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมคืออะไร ก็คงไม่มีใครตอบได้
 เพราะไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแค่มาเข้าแถวอย่างเดียวรอบันทึกรหัสนักศึกษาก็เป็นอันว่าเสร็จ
 มันก็ยังเป็นสิ่งที่อยากรู้ของผู้เขียนมาตลอดว่ากิจกรรมเหล่านี้จัดขึ้นมาเพื่ออะไรและเพื่อใคร 
เมื่อมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย


เมื่อก่อนผู้เขียนได้พยายามหาเหตุผลดี ๆ มาเป็นคำตอบในเรื่องพวกนี้ว่า 
อาจจะเป็นเพราะมหาวิทยาลัยเราไม่กว้างขวาง 
ไม่มีหอพักอยู่ภายในเหมือนมหาวิทยาลัยชื่อดังอื่น ๆ 
จึงทำให้นักศึกษาไม่ได้มีความรู้สึกรักในมหาวิทยาลัย รักในนคณะที่เรียน
 เพราะเรียนเสร็จสามชั่วโมงก็กลับบ้านกลับหอพัก ไม่ได้มีกิจกรรมที่ทำให้ผูกพันกับมหาวิทยาลัย
 แต่เมื่อนานเข้าผู้เขียนถึงได้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวนักศึกษาต่างหาก
 การเป็นนักศึกษาราชภัฏสวนสุนันทา เราทำได้แค่นี้ 
ส่วนไหนที่มีคนบอกว่าไม่ได้เราก็จบอยู่แค่นั้นยอมรับว่าไม่ได้แม้จะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่ได้

หากวันไหนที่นักศึกษาจะเริ่มรู้ตัวว่าสถานภาพของเรานั้น 
“เป็นถึงนักศึกษา” ไม่ได้เป็น “แค่นักศึกษา”
 เมื่อนั้นเราก็คงจะมีสิทธิที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้ 
 ได้มีโอกาสที่จะใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาจริง ๆ
 มีพลังที่จะการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยที่เป็นของทุกคนไปในทิศทางที่อยากจะไป 
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวนักศึกษาเองว่าจะกล้าถามหาสิทธิที่ควรจะมี หรือว่าจะเป็นต่อไปเช่นนี้ 
มีคนชี้ว่าให้เดินตรง นี้ ห้ามออกนอกเส้นทาง เราก็เดินไปอยู่แค่นั้น 
ไม่มีทางได้ทราบเลยว่าระหว่างทางหรือเส้นทางเดินอื่นนั้นมีอะไรอยู่บ้าง


แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนยังมองเห็นพลังของนักศึกษาอยู่
และได้สัมผัสจริง ๆ ว่าพลังในตัวของนักศึกษานั้นยังไม่ได้มอดไหม้ไปเสียทีเดียว
ก็คือเหตุการณ์การเดินขบวนเรียกร้องไม่ให้นำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนตัวได้มีโอกาสเข้ามาคลุกคลีในวงในของเรื่องนี้
จากการทำข่าวและรับรู้ความเคลื่อนไหวของนักศึกษา ฟีดแบค รวมไปถึงท่าทีของประชาคม
ว่าเรื่องนี้มันไม่ได้โพล่งออกมาแค่วันนั้นวันเดียว ที่นักศึกษาออกมามีส่วนร่วม
แต่มันมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเดือน ๆ ก่อนหน้านี้ที่ นักศึกษาเกือบทั้งมหาวิทยาลัย
ให้ความสนใจ และเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะร่วมตัดสินใจด้วย
ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นฟีดแบ็ค(แค่ส่วนหนึ่ง)จากผู้บริหารหรืออาจารย์ 
จะออกมาในทางทีไม่เห็นด้วย และออกมาบอกว่านักศึกษาถูกปลุกระดมโดยแกนนำ
เมื่อได้ยินมาเช่นนั้น ฉันก็ได้แต่ถอดทอนใจ และคิดว่าจนถึงขนาดนี้
ผู้บริหารและอจ.บางคนก็ยังดูถูกและไม่เชื่อมั่นในความคิดของนักศึกษา
อดคิดไม่ได้ว่าพวกท่านเหล่านั้นคิดกับนักศึกษาว่าเป็นนักเรียนหัวอ่อนกระนั้นหรือ

ความพร้อมของ GE


ความพร้อมของ นักศึกษา หรือ มหาวิทยาลัย ที่ควร เตรียม
การเรียนในระบบการเรียนกลุ่มใหญ่ ร่วมกับระบบ E-learning ตามหลักสูตรแห่งการปฏิรูปการเรียนรู้
เป็นแนวคิดหลักของหลักสูตรวิชาศึกษาทั่วไปหรือที่รู้จักกันว่าวิชา GE 
โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะการเรียนรู้จากคณาจารย์ผู้ชำนาญการ
 และเรียนรู้ด้วยตนเอง E-learning ที่จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับตัวนักศึกษา
ที่จะนำประสบการณ์การเรียนรู้ไปใช้กับศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ ที่นักศึกษาสนใจได้ตามอัธยาศัย
 ซึ่งก็หมายความว่าทุกรายวิชาที่นักศึกษาถูกจัดให้เรียนในแต่ละภาคการศึกษา
 ก็คือการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะออกไปใช้ชีวิตในสังคมใหญ่ 
เป็นวิชาที่เป็นความรู้พื้นฐานทั่วไปของนักศึกษาทุกคน 
และเป็นวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาทุกคน 
แต่เมื่อเกิดคำถามจากนักศึกษามากมายที่ได้เรียนในหมวดวิชานี้ 
คำถามที่เป็นข้อสงสัยว่าเรียนแล้วได้อะไร เข้าใจบทเรียนจริง ๆ หรือไม่ 
และปัญหาในด้านของสถานที่ในการจัดการเรียนการสอนหรือปัญหาของการเลื่อนตารางเรียนแล้ว
 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าวิชา GE ขาดความพร้อมที่จะเปิดการเรียนการสอนแก่นักศึกษา



ผู้เขียนได้รับฟังความเห็นจากนักศึกษาที่มีผลกระทบมาหลายคน 
บางคนบ้านไกลแต่ก็ต้องอยู่เรียนในเวลา 17.00 – 20.00 น. กว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่น 
เวลาที่แจ้งในตารางเรียนก็โดนเลื่อนบ่อยครั้ง บางครั้งเลื่อนไปเรียนวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ 
เพื่อนที่รู้จักกันก็มีธุระที่จะไปโบสถ์ในวันอาทิตย์เนื่องจากเป็นคริสต์เตียน
 รุ่นน้องปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาเรียนก็รู้สึกสับสน และปรับตัวสำหรับการเรียนในระบบมหาวิทยาลัยยังไม่ได้ 
แถมจะต้องมาเรียนตอนเย็น เหมือนเป็นนักศึกษาภาคค่ำ
 ยังไม่นับการบริการจากเจ้าหน้าที่ประจำสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้
อิเล็กทรอนิกส์ที่มาดูแลในห้องประชุมสุนันทานุสรณ์อีก นักศึกษาเข้าห้องเรียนแต่งตัวไม่สุภาพ
 ใส่รองเท้าไม่หุ้มส้นหรือนุ่งกางเกงยีนส์เข้าไม่ได้ แต่นักศึกษาหญิงบางคนใส่กระโปรงสั้น 
โดยการนำเอาชุดนักศึกษามาทำให้กลายเป็นแฟชั่น ไม่ติดเข็มสัญลักษณ์ ไม่มีกระดุม
 บางคนก็เข้าได้  กลายเป็นมาตรฐานไม่เท่ากัน 
บางครั้งนักศึกษามาสอบถามข้อสงสัยในรายวิชาก็ไม่มีเหตุผลให้
 เมื่อเป็นไปในลักษณะนี้นานเข้าก็ทำให้ขาดความเคารพซึ่งกันและกัน
 ระหว่างเจ้าหน้าที่และตัวนักศึกษาเอง 
และเมื่อสอบถามถึงสาเหตุการเลื่อนเวลาเรียนจากตารางบ่อย ๆ ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ให้เหตุผลว่า 
การเลื่อนตารางต่าง ๆ เกิดจากการที่มีรายวิชาเพิ่มขึ้น 
และมีจำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามจำนวนชั้นปีจึงทำให้วัน – เวลาในการใช้สถานที่มีจำกัด
 จึงจำเป็นที่จะต้องเลื่อนการเรียนการสอนไปในบางคาบเรียน 
เมื่อมีเหตุผลมาให้อย่างชัดเจนขนาดนี้แล้ว แม้แต่เด็กปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่
ก็ยังต้องเกิดข้อกังขาเลยทันทีว่า ใช้แค่ห้องประชุมสุนันทานุสรณ์ซึ่งเป็นห้องเรียนอย่างเดียว
 แต่จำนวนนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยจัดตารางอย่างไรก็ไม่เพียงพอ 
และยังไม่รวมถึงการที่จะขอใช้ห้องประชุมในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้ 
ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย
 ก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ถึงแม้ตนจะทำงานให้กับมหาวิทยาลัย
แต่ก็พูดได้เลยว่า ระบบมันยังไม่พร้อม มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็มีวิชาพวกนี้เหมือนกัน
แต่ว่าอาจจะเรียกไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเราที่จัดให้เรียนกลุ่มใหญ่
ก็เพราะคณะอาจารย์ต่างที่จะมาสอนใน วิชาศึกษาทั่วไปนั้น 
ส่วนใหญ่ก็มาจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
เสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นวิชาพื้นฐาน 
การที่จะจัดสอนให้แก่ทุกสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยก็เป็นไปได้ยาก
 เป็นการเพิ่มคาบสอนให้แก่อาจารย์อีก จึงจัดสอนแบบกลุ่มใหญ่ 
หลายสาขา หรือทั้งคณะก็แล้วแต่การจัดตาราง 
แต่มหาวิทยาลัยอื่นนั้นมีตึกสำหรับเรียนแบบกลุ่มใหญ่เลย กี่ห้องกี่ชั้นก็ว่ากันไป 
ส่วนมหาวิทยาลัยเราใช้แค่ห้องประชุมสุนันทานุสรณ์แค่ห้องเดียว 
นักศึกษาก็ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสามปีสี่ เวลาเรียนมันก็ไม่พอ และเมื่อย้อนมาดูตัวนักศึกษาแล้ว
โดยเฉพาะปีหนึ่งที่เพิ่งจบจากชั้นมัธยม ศึกษามา ห้องเรียนหนึ่งแค่ 40 – 50 คน
 ยังไม่ตั้งใจเรียนเลย นับประสาอะไรกับห้องเรียนหลายร้อยคน
 เข้าห้องไปก็ถือแค่ว่ามาสแกนบัตรนักศึกษาเอาคะแนนการเข้าชั้นเรียนเพียงแค่นั้น  
ในคาบเรียนก็คุยกัน ไม่ฟังอาจารย์บรรยาย ความรู้จริง ๆ ก็คงไม่ได้ 
โดยส่วนตัวแล้วจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนมาตั้งแต่ภาคเรียนที่หนึ่งของชั้นปีที่หนึ่งเรื่อยมา
 ภาคการศึกษาละ 2 วิชา ก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
 นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาของระบบการทำแบบฝึกหัดออนไลน์ และระบบส่งงานอีกด้วย
 เนื่องจากในกลุ่มเรียนมีนักศึกษามากเกินไป 
แล้ววิชาที่ถือว่าเป็นการเตรียมพื้นฐานความรู้ให้แก่นักศึกษาก็ไม่ได้ประโยชน์จริง ๆ เสียที
เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างของมหาวิทยาลัยที่เป็นข้อจำกัดไปเสียหมด
 และสิ่งแรกที่ผู้เขียนสัมผัสได้ชัดเจนก็คือความพร้อมของมหาวิทยาลัยเองนั่นแหละ



หากมหาวิทยาลัยคิดจะเปิดสอนวิชา GE ที่มีแนวการสอนที่ทันสมัยแล้วล่ะก็
มหาวิทยาลัยก็ควรจะพร้อมในเทคโนโลยีการบริการและสถานที่ให้มากกว่านี้
 เมื่อทางมหาวิทยาลัยยังไม่พร้อมขนาดนี้ นักศึกษาที่เป็นผู้รับจะได้ประโยชน์ไปแค่ไหน 
มันจะคุ้มหรือไม่ที่เสียงบประมาณค่าจัดพิมพ์หนังสือ ทำเว็บไซต์หรือแม้แต้ค่าจ้างเจ้าหน้าที่
 หมวดการเรียนวิชาศึกษาทั่วไปนี้ มีประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายทั้งนักศึกษา 
อาจารย์ผู้สอนรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ดูแล แต่ระบบมันควรจะดีกว่านี้สักหน่อย
 ผู้เขียนได้ยินมาว่าในภาคการศึกษาหน้าอาจจะมีการปรับห้องเรียน
โดยอาจจะให้เรียนในห้องใหญ่ของตึกตามคณะต่าง ๆ 
และมีการถ่ายทอดวิดีโอคอนเฟอเรนซ์การบรรยายของอาจารย์ 
และด้านหลังของโรงอาหารก็มีการรื้อถอนเตรียมการก่อสร้างตึกขึ้นมาใหม่ 
โดยคาดว่าอาจจะสร้างเป็นหอประชุมเพิ่มเติม
 ตัวผู้เขียนในฐานะที่เป็นนักศึกษาคนหนึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ 
และวิชาการศึกษาทั่วไปเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษา จะพร้อมจริง ๆ เสียที

ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย


     

 หลายครั้งที่ได้ยินข่าวคราวของเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกัน ตามล้างแค้นคู่อริต่างสถาบัน

 ใช้อาวุธรุนแรง ทั้งปืนผาหน้าไม้ ของมีคมเช่น มีด ดาบ เข้าทำร้ายร่างกายกันจนถึงขั้นเสียชีวิต

และหดหู่มากกว่าเมื่อได้รับรู้ว่าบุคคลที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว

บ่อยครั้งที่โดนลูกหลงเป็นชาวบ้านธรรมดาหลายต่อหลายคนต้องมารับเคราะห์กรรม

  เป็นบุคคลที่บริสุทธิ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความบาดหมางผิดใจกันของวัยรุ่นเลือดร้อนพวกนี้เลยแม้แต่น้อย




 ปัจจุบันข้าพเจ้าพักอยู่ที่หอพักในซอยจรัญสนิทวงค์ 84/1

 และบ่อยครั้งที่ต้องเดินทางผ่านไปยังเขตบางซื่อ สะพานพระรามเจ็ด และบริเวณถนนวงศ์สว่าง

สถานที่ที่มักจะเกิดเหตุการณ์ล้างแค้นด้วยเลือดบ่อย ๆ โดยเฉพาะในตอนกลางคืนเช่นนี้

ที่ขาโจ๋จะกลับมาจากร้านเหล้าและบังเอิญเจอกันบนท้องถนนหรือแม้กระทั่งในร้านสะดวกซื้อ

จนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ยกพวกรุมทำร้ายคู่อริหรือเข้าตะลุมบอนกัน

 สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก

 ในเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน หลายครั้งรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

 แม้กระทั่งตำรวจเองก็ไม่กล้าที่รีบจะเข้าไปช่วยระงับเหตุ

เพราะวัยรุ่นพวกนี้เลือดขึ้นหน้าแล้วไม่มีทางที่จะสนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน

 คิดแต่แค่ว่าตนไม่พอใจและต้องการที่จะทำร้ายคู่กรณีให้ถึงที่สุด

 นักเรียนเหล่านี้จะไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีการยกพวกเข่นฆ่ากันได้เกือบทุกวัน

  ทั้งหมดนี้ตำรวจก็ตั้งประเด็นอยู่แค่ว่าคู่อริตามล้างแค้น ศพแล้วศพเล่าต้องสังเวยเพราะคู่อริตามล้างแค้น

 แต่เหตุไฉนตำรวจไทยจับกุมตัวคนร้ายไม่ได้เลยสักคดีทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคู่อริของแต่ละสถาบันนั้นเป็นโรงเรียนใด

หรือปัญหาต่างสี ต่างสถาบัน ต้องเป็นทำเนียมที่รุ่นพี่สอนรุ่นน้องตกทอดไปเรื่อย

 หวังเพื่อเอาเลือดของต่างสถาบันมาลบล้างกันอีกยาวนาน

เกิดเป็นปัญหาสังคมที่ฝังรากและรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์






            เพียงเพราะเครื่องแบบ หัวเข็มขัด ตราสัญญาลักษณ์ที่แตกต่างกัน

ต้นตอของความขัดแย้งอยู่ที่ใดก็ไม่อาจมีคำตอบได้และเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน

 แต่เมื่อเจอกันถึงแม้จะไม่รู้จักกันไม่มีความโกรธแค้นเป็นส่วนตัว

แต่เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นสถาบันคู่อริก็ถึงขั้นฆ่าฟัน ทำร้ายกันจนเสียชีวิต

 ศพแล้วศพเล่าที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะคมกระสุน คมมีดดาบ 

แม้ทางราชการจะพยายามปราบปรามก็ไม่สามารถทำให้ปัญหานี้ยุติลงได้

 ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันที่ยังไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้

ปัญหาวัยรุ่นตีกันนั้นมีมานานแสนนานแล้ว ทุกคนได้สัมผัสและซึมซับมันมาตั้งแต่วัยเด็ก

โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าจะโทษใครไม่ได้เลย หากจะกล่าวโทษใคร ก็ต้องเป็นค่านิยมในการรักพวกพ้องผิด ๆ

ซึ่งมันก็มีมาทุกสถาบัน แต่หนักเบาคงจะต่างกันไป เป็นระบบอุปถัมภ์ที่ผิด ๆ

  เป็นค่านิยมผิด ๆ ที่ปลูกฝังกันมา ว่า "พวกเราต้องดีที่สุด"

 ในความคิดของเด็กช่างกลก็คงจะมีเพียงคำนี้ที่ว่า ข้าต้องแน่ ข้าต้องเจ๋งกว่าคนอื่น

สิ่งเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ชีวิตของลูกผู้ชาย ค่านิยมนี้ไม่ได้มีแต่กับเด็กวัยรุนที่มีอารมณ์รุนแรง

 แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่โชคร้ายที่บางคนยังยึดถือค่านิยมนี้ไปตลอดชีวิต

 และไม่เคยจะละเลยโอกาสที่จะยัดเยียดอุดมการณ์ชั่วร้ายเหล่านี้ให้แก่เด็กน้อย

 รวมไปถึงกับสิ่งที่รุ่นพี่ในสถาบันต่าง ๆ ได้มอบเรื่องราวความบาดหมาง

 ปลูกฝังความเกลียดชังให้กับรุ่นน้อง ให้ไปเป็นทอด ๆ

อีกประการหนึ่งก็คือการเห็นภาพยนตร์หรือละครต่าง ๆ ที่นำเสนอให้เห็นถึงการชกต่อย

ทำร้ายร่างกายกัน หรือฆ่ากัน ก็เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นทั้งหลาย

ซึ่งนั่นจะทำให้วัยรุ่นมีนิสัยชอบใช้กำลังในการแก้ปัญหา แม้แต่การพูดจาไม่เข้าหู

 มีการพูดจาเสียดสีกัน  เรื่องการแย่งชิงคนรัก จนเกิดความโกรธแค้นจนไม่มีใครยอมใคร

และเกิดความอาฆาตพยาบาทต่อบุคคลที่ทำให้ตนเองไม่พอใจ




                        



ตัวอย่างที่มีให้เห็นกันมาตลอดว่าบทสรุปนั้นจบอย่างไร

โจ๋บางคนได้เข้าไปศึกษาต่อยังสถานกักกันต่าง ๆ บ้างก็หาที่เล่าเรียนใหม่ด้วยความหวาดวิตก

ไม่กล้าแม้นแต่จะคิดเข้าเรียนในโรงเรียนที่เคยเป็นโรงเรียนคู่อริ

 ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะจำหน้ากันได้หรือไม่ บ้างก็ต้องหลบหนีคดีที่ติดมาจากโรงเรียนเดิม

 กว่าจะหมดอายุความก็หมดอายุอนาคตไปด้วยเช่นกัน 

บางครั้งพ่อแม่ก็ต้องมาสูญเสียลูกหลานของตัวเอง

ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยเรียนเพื่ออนาคตข้างหน้าไปก่อนวัยอันควร        



ปัญหาเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกันเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในช่วงระยะเปิดภาคเรียนใหม่ของทุกปี

เราจะสังเกตได้ว่ามักมีข่าวคราวนักเรียนช่างกล ยกพวกตะลุมบอนตามป้ายรถเมล์ บนรถเมล์ หรือตามที่สาธารณะ

เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจมีชาวบ้านมาได้รับผลกระทบโดนลูกหลงอยู่เป็นประจำเหตุการณ์

นักเรียนนักศึกษายิงกันหรือยกพวกตีคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ความเป็นนักศึกษาของไทยว่ามีเกรดที่ไม่ดี

หากนักศึกษายกพวกตีนึกถึงจิตใจของพ่อแม่บ้างว่าถ้ายกพวกตีไปแล้วและเกิดได้ รับบาดเจ็บ

 พ่อแม่จะรู้สึกเสียใจแค่ไหน พ่อแม่เลี้ยงมาจนโตอยากให้ลูกเรียนหนังสือมีความรู้ไม่ใช่ไปยกพวกตีกัน

จึงอยากฝากสถาบันการศึกษาเข้มงวดระเบียบวินัยของนักศึกษาให้มากขึ้น

ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรแต่ก็ลดปริมาณการยกพวกตีของนักศึกษาไทยได้

 หากสถาบันต่าง ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการควบคุมอย่างเข้มงวดในเรื่องระเบียบวินัยของนักศึกษา

ก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหานี้เริ่มต้นแก้ไขอย่างจริงจังได้

 เพราะบางสถาบันยังไม่มีความเข้มงวดในเรื่องของระเบียบนักศึกษาสักเท่าไร

 ยังคงเห็นนักศึกษาพกอาวุธมาเรียน และสอนเรื่องจริยธรรมให้เรียนรู้ถึงแก่นความเป็นคนการให้อภัย

 เพราะถ้าเกิดไปมีเรื่องกับต่างสถาบันจะได้มีความรู้สึกจิตสำนึกให้อภัยต่อกัน

ในส่วนสังคมก็ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหาให้สภาพแวดล้อมของสังคมดีขึ้น

หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐและเอกชน ควรมีส่วนร่วมเสมอ  

ในการออกกฎเกณฑ์หรือมาตรการที่ชัดเจนให้การป้องกันและแก้ปัญหาความรุนแรงเหล่านี้ให้ลดลง 





                                      

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กาแฟบ้านบางอ้อ


ร้าน กาแฟบ้านบางอ้อ อยู่ปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 84
 ภายใต้คอนเซปต์จิบสบายใต้ใบปาล์ม เครื่องดื่มอร่อย ๆ ในบรรยากาศบ้านสวน
 ฉันรู้สึกดีกับร้านนี้มานานแล้ว เนื่องจากหอพักของฉันอยู่ในซอย 84/1 มีเวลาเดินผ่านไปมาอยู่บ่อย ๆ 
แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เข้ามาเลย (ทั้ง ๆ ที่ก็ตั้งใจไว้แล้วหลายครั้ง)





กาแฟบ้านบางอ้อไม่ได้ขายแต่กาแฟเท่านั้น 
แต่มีรายการเครื่องดื่มมีเพียบทั้งร้อนทั้งเย็น เฟรปเป้ ขนมเค้กและอาหาร
 เมื่อไปถึงที่ร้านตอนประมาณ 4 โมงครึ่งหลังจากนัดกับเพื่อนไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
 ต่างคนต่างก็หิวมากจึงสั่งอาหารกินแบบกะเป็นมื้อเย็นเลยทีเดียว 
รายการอาหารราคาไม่แพงมาก และดูหน้าตาน่ากินมีทั้งสปาเกตตี้ ข้าวผัดต่าง ๆ ไปจนถึงของทานเล่น 
เช่น แซนวิช ผักโขมอบชีส สลัด เป็นต้น ใจจริงอยากจะสั่งผักโขมอบชีสแต่ด้วยความหิว จึงสั่งข้าวผัดแฮมไก่ไป 
และของเพื่อนก็เป็นข้าวผัดมันกุ้ง  ขอบอกว่าอร่อยมาก






ส่วนเครื่องดื่มนั้น เพื่อนสั่งช็อคโกแลตปั่นไป ส่วนตัวฉันสั่งปังปั่นไวท์ช็อคโกแลต 
คือไวท์ช็อคปั่นแล้วใส่ขนมปังชิ้นเล็ก ๆ โรยด้านบน (อร่อยมาก ๆ แหละ) 
ด้วยความที่อาหารรสชาติดี และรูปลักษณ์ที่ดูสะอาดตา
 ประกอบกับบรรยากาศดี ๆ ทำให้ร้านนี้ได้ใจไปเต็ม ๆ 
แถมบางเย็นมีดนตรีโฟล์กซองมาเล่นให้ฟังเพลิน ๆ 



ปังปั่นไวท์ช้อคโกแลต (65 บาท)




ข้าวผัดนำพริกมันกุ้ง (65 บาท)






ข้าวผัดแฮมไก่ (55 บาท)




แถมบางเย็นมีดนตรีโฟล์กซองมาเล่นให้ฟังเพลิน ๆ อีกด้วย






ไว้วันหลังจะมาลองกินเค้กและเครื่องดื่มอื่น ๆ ดูแน่นอน



อ่างเก็บน้ำ @แพร่


หลังจากอัพรูปนี้ขึ้น Facebook และตั้งชื่อภาพว่า "@แพร่"

ก็มีเพื่อนมาถามมากมายว่า ที่ไหน ส่วนไหนของจังหวัดแพร่กัน
โดยคนที่ถามก็คือเพื่อนเก่าจากแพร่นั่นแหละ
หลายคนอาจจะไม่เคยไป และไม่รู้ว่าที่แพร่
มีอ่างเก็บบ้ำสวย ๆ อย่างนี้
อ่างเก็บน้ำแม่มาน อยู่ที่อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ (มันไม่ไกลจากบ้านฉันมากนัก)

ฉันไม่ได้ไปที่นี่บ่อย ๆ หรอก แต่ฉันจะไปตอนที่ฉันไม่สบายใจ
หรือตอนที่มีเรื่องให้กลุ้มใจมาก ๆ 
ถึงมันจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่คนก็ไม่นิยมไปเที่ยวมากนักหรอก
จะมีก็แต่คนไปกินข้าว กินปลาสด ๆ ที่ร้านอาหารใกล้เขื่อน
 หรือชาวบ้านบริเวณนั้นที่มาหาปลา

เวลายืนอยู่บนถนนสันเขื่อน 

มันทำให้เรารู้สึกปลอดโปร่งดีนะ

แต่มันจะทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวและเหมือนกับอยู่คนเดียว

นั่นแหล่ะที่เป็นเหตุผลที่ฉันไม่ควรจะไปบ่อย ๆ 

มันทำให้ฉันรู้สึกเศร้าเมื่อยืนตรงนั้นคนเดียวในตอนเย็น ๆ 

แต่เวลาที่เรามีปัญหา และคิดวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น

ความคิดและปัญหาเกี่ยวโยงมาจากการที่เราเอาความรู้สึกไปผูกกับคนอื่นทั้งสิ้น

เมื่อมายืนอยู่ที่นี่ เราก็จะได้ตัวตนของเราคืนมา

*คนเราก็น่าจะมีสถานที่ที่พิเศษกับตัวเองบ้างนะ*

 


อ่างเก็บน้ำแม่มาน อยู่ในเขตอำเภอสูงเม่น
 เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร  
อยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ ประมาณ 20 กิโลเมตร 
ตามถนน แพร่-สูงเม่น-เด่นชัย เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง
 มีทิวทัศน์สวยงามโดยเฉพาะในตอนเช้า
เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ ขึ้นจากขอบฟ้าเหนือเขื่อน
นอกจากนี้ยังมีเรือนแพ และให้บริการร้านอาหารด้วยปลาสดจากอ่างเก็บน้ำ

ทะเล :)

"คนที่โตมากับภูเขาอย่างเราอธิบายความรู้สึกไม่ถูกหรอก 
เมื่อได้อยู่ใกล้กับทะเลแบบนี้"


ถึงแม้การมาทะเลครั้งนี้จะมาแค่สองวัน 
มันเป็นการทำงานมากกว่า แบกกล้องหนัก ๆ มาถ่ายทำมิวสิควิดิโอส่งงานวิชาโท
แต่ฉันก็ประมับใจกับมันมาก ๆ และมีความตั้งใจอย่างมาก ว่าฉันจะไปอีก
"....เกาะล้าน..."


ฉันโตมาจากจังหวัด"แพร่" จังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ 
ที่เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัวส่วนใหญ่ 
ก็หนีไม่พ้น "เชียงใหม่" กับ "เชียงคาน"
ที่ที่มีแต่ภูเขา 
ฉันรักภูเขานะ

แต่เมื่อฉันได้มาเจอทะเลอย่างเป็นทางการครั้งแรก ฉันก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วล่ะ

ความประทับใจกับเวิ้งน้ำสีสวยที่มองไปไม่สุดลูกหูลูกตา
กับหาดทรายสีขาวละเอียด
 มันทำให้เราอยากจะปล่อยความเครียดและอ้อยอิ่งไปกับมันให้นานที่สุด
เวลาของฉันมันเดินช้าลง

 
 







วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มนต์...มั๊ย ?

"สองทุ่มแล้ว...ไปไหนดีอ่ะ "

การอยู่ใต้ตึกคณะจนดึกทุกวันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่คุ้นเคยไปแล้วสำหรับเด็กวารสาร
และหากวันไหนที่ไม่มีงานด่วน และเพื่อนแต่ละคนไม่ได้หอบของพะรุงพะรังแล้วล่ะก็
มันจะต้องออกไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันสักร้านแน่นอน
จุดประสงค์หลักแล้วก็ไม่ได้อยากจะมากินอะไรมากนักหรอก 
แต่เนื่องจากงานที่แต่ละคนทำ เช่นการทำหนังสือพิมพ์ ทำข่าว งานวิชาโท 
ทำให้เราเจอเหตุการณ์และไปเกี่ยวข้องกับคนอื่นเยอะมาก
การได้พูดคุยกับเพื่อนสนิท ที่มีอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน 
บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกสบายใจจากปัญหา บางครั้งเราจะได้ข้อสรุปจากวงเม้าท์มอยย่อม ๆ นี้
และวันนี้ก็เช่นกัน หลังจากโดนกดดันมาหลายเรื่อง พวกเราหกคนก็ได้ฤกษ์หาร้านนั่งคุยกันเหมือนเคย


แจ็กพอตไปตกอยู่ที่ร้าน "มนต์ นมสด"
ข้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพราะร้านนี้ใกล้มหาวิทยาลัย แถมสะดวกตอนกลับบ้านด้วย






ร้านนี้ถึงพวกเราจะมาไม่บ่อย แต่ก็คุ้นชินกับมันประมาณหนึ่ง 
ร้านที่ขายนมกับขนมปัง ให้บรรยากาศเรียบง่าย กินง่ายจ่ายง่าย
แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่ค่อยอะไรกับร้านนี้มากนักเนื่องจากที่นั่ง
และพื้นที่ในร้านมันออกจะคับแคบไปสักหน่อย
แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดี





มาถึงก็แบ่งกันไปซื้อเลย เมนูประจำของกลุ่มเราก็แน่นอนว่าเป็น
ขนมปังสังขยา และช็อคโกแลต
วันนี้บวกหน้าแยมส้ม และ เนยนม มาด้วย
ตกแผ่นละ 25 บาท

 

นมอัญชัญ (35 บาท)


นมโอวัลติน (35 บาท)



ขนมปังสังขยาแสนอร่อย




จอย กับนมช้อคโกแลต -- เบล กับนมช้อคเหมือนกัน -- น้ำตาล กับนมโอวัลติน




มิ้น -- แพรว กับนมอัญชัญ




ชิ้นสุดท้าย "ชิ้นมารยาท"


 


และคนที่รวบรวมความกล้าจิ้มขนมปังช็อคโกแลต "ชิ้นมารยาท" ไปก็คือ

มิ้นท์นั่นเอง ...ปรบมือเกรียวกราว !!! 

55555555555555
 

ปมปัญหาแช่อิ่มกลิ่นแอลกอฮอล์









  

(ภาพจากกองบรรณาธิการ'กำแพงแดง 27' ถ่ายโดย สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์)




กี่ครั้งกี่หนที่หลายหน่วยงานตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเปิดร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา 
แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นข่าวว่าร้านเหล่านั้นถูกปิดตัวลง 
การสนใจปัญหาเหล่านั้นเป็นการตื่นตัวในระยะสั้น ๆ 
ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของหน่วยงานที่จัดโครงการเหล่านี้ขึ้น 
ให้ดูเหมือนกับใส่ใจปัญหาสังคม แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ
 ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงเรื้อรังอยู่เหมือนเดิมและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
 สถานบันเทิงเหล่านี้ผุดขึ้นมาใกล้กับสถาบันอุดมศึกษาอย่างกับดอกเห็ด 
แม้ในช่วงเศรษฐกิจของโลกที่กำลังแย่แต่จากการสำรวจก็ยังคงพบว่าบรรดาร้านเหล้าที่อยู่รอบรั้ว
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งมีรายได้ต่อเดือนรวมกันอาจจะสูงถึงร้อยล้านบาท
 ชี้ให้เห็นว่ากิจการเหล่านี้ยังเติบโตไปได้ดีกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นเยาวชนนักศึกษา 
ซึ่งในความคิดของพวกเขาเหล่านั้นมองว่าเป็นสถานที่สำหรับการพบปะสังสรรค์กันในบรรดาเพื่อนฝูง 
เป็นการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน แต่ละร้านก็ต่างแข่งกันจัดโปรโมชั่นมาล่อตาล่อใจลูกค้า
 รวมทั้งบรรยากาศภายในร้านที่ดูจะน่านั่งไปเสียหมด 
จนกลายเป็นเรื่องคุ้นชินและธรรมดามากในสายตาของพวกเขา 
สิ่งสำคัญก็คือสถานบันเทิงเหล่านี้เดินทางสะดวก อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแค่ไม่กี่สิบก้าว 
โดยหารู้ไม่ว่าการดื่มเหล้าหรือการใช้บริการสถานบันเทิงเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย 
ทั้งปัญหาที่เกิดกับชุมชนหรือแม้แต่ตัวตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาท ส่งเสียงดัง 
ปัญหาเรื่องการเรียน สุขภาพ การเกิดอุบัติเหตุและปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาเป็นลำดับ


 มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาก็เป็นอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง
ที่หนีไม่พ้นปัญหาการเปิดร้านเหล้าใกล้มหาวิทยาลัย 
และถึงแม้จะมีการจัดจัดโครงการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะจัดโดยตัวมหาวิทยาลัยเองก็ตาม
 ก็มีเพียงแค่การถกถียงถึงปัญหากันในที่ประชุมชนเท่านั้น 
บ่อยครั้งก้าวหน้าถึงขั้นเชิญหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบมาร่วมเปิดประเด็น 
แต่ก็ไม่เคยมีมาตรการที่เด็ดขาดในการจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจนได้สักครั้ง




แม่บทกฎหมายที่ว่าด้วยการห้ามเปิดสถานที่บันเทิง หรือร้านค้า
ที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ในระยะ 500 เมตรดูจะเป็นแค่เศษกระดาษ
เมื่อก็ยังมีร้านเหล่านี้ตั้งอยู่แทบจะเกยกับรั้วมหาวิทยาลัย 
ภายในชุมชนสวนอ้อยจากการสำรวจพบว่ามีร้านเหล้าเปิดอยู่นับสิบร้าน
 เปิดต้อนรับให้นักศึกษาจากราชภัฏสวนสุนันทาและราชภัฏสวนดุสิต
รวมไปถึงเยาวชนในละแวกใกล้เคียงเข้ามาใช้บริการกันอย่างโจ่งแจ้ง 
ไม่เพียงแต่เป็นการฝืนกฎหมายแค่นั้น เพราะเมื่อลองศึกษาปัญหาพื้นที่ไปลึก ๆ แล้วจะพบว่า 
ที่ดินตรงบริเวณชุมชนสวนอ้อยนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 
แต่กลับมีการเปิดให้บริการ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างโจ่งแจ้ง 
ชัดเจนไปจนกระทั่งขายกันถึงใต้หอพักนักศึกษา
 มีการอนุญาตให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปใช้บริการ
 บ่อยครั้งภาพที่คุ้นชินตาของชาวบ้านก็คือการที่เยาวชนแต่งชุดนักศึกษาเข้าไปดื่มเหล้า
 สูบบุหรี่อยู่ในร้านจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว 
เราไม่อาจมองเห็นความหวังว่าผู้ประกอบการจะมองถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับปัญญาชนหัวอ่อน 
เพราะผลกำไรที่พวกเขาหวังว่าจะได้มีมากกว่าอย่างแน่นอน 
บางร้านมีเสื้อยืดมาให้นักศึกษาเปลี่ยนก่อนจะเข้าร้านเสียด้วยซ้ำไป
 ร้านเหล้าเหล่านี้ไม่ได้เปิดเป็นผับบาร์ที่ใหญ่โต บางร้านเป็นแค่ร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว 
แต่ก็ยังมีนักศึกษาเข้ามาใช้บริการกันตลอด การที่ร้านเหล้าหน้ามหาวิทยาลัยได้รับความนิยมมาก
เนื่องจากการเดินทางที่ไม่ลำบากสามารถรวมตัวกันระหว่างเพื่อนได้สะดวก 
เด็กหน้าใหม่ ๆ ที่มาก็เพราะการชักชวนของรุ่นพี่ 
นอกจากนี้ก็ยังมาจากการเห็นคนในครอบครัวดื่มเป็นประจำ
 จนเกิดเป็นกระแสค่านิยมที่ผิด ๆ เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
 เกิดเป็นปัญหาต่อยอดให้กับชุมชนและชื่อเสียงมหาวิทยาลัย
 เมื่อสติของวัยรุ่นถูกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มาพรากไป บ่อยครั้งเกิดการทะเลาะวิวาท 
มีการดื่มเหล้าเกินเวลา และส่งเสียงดังรบกวนประชาชนในละแวกนั้น
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มาร้องเรียนต่อประธานชุมชนหลายครั้ง 
หากติดตามให้เป็นปัญหาระยะยาวก็จะพบเรื่องชู้สาว 
การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและอาจจะเกิดปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ตามมา




ประเด็นที่ทำให้เกิดสถานบันเทิงในชุมชนนี้เป็นส่วนใหญ่ก็เนื่องจากมีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น   
 ในชุมชนเกิดหอพักที่มีชื่อ หรือหอพักแอบแฝงขึ้นมามาก
 จึงเป็นโอกาสของธุรกิจได้เข้ามาเปิดให้บริการ 
และถึงแม้ว่าที่ตรงนี้จะเป็นที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์  
แต่ทางผู้เช่านั้นมีการปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา 
มีการอาศัยช่องโหว่ในเงื่อนไขของสัญญาเช่า เปลี่ยนที่พักอาศัยให้เป็นธุรกิจมอมเมาเยาวชน
 เมื่อมีการตื่นตัวกันที ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ก็มาหาทางแก้ปัญหากันที โดยแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็ออกมาในรูปแบบเดิม ๆ 
ที่ใครก็ต้องคิดตรงกันอยู่แล้วว่าต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกภาคส่วน 
ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเอง ชุมชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 
อาศัยความร่วมมือจากสถานีตำรวจนครบาลสามเสน สถานีตำรวจนครบาลดุสิต
 ในเรื่องของ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการค้าขายสินค้า ที่มีแอลกอฮอล์หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหานี้ เบื้องต้นโทษขายสุราปรับไม่เกิน 500 บาท 
และต้องยื่นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาไปถึงกรมสรรพสามิต
 เนื่องจากเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้สามารถขายสุราได้ 
จึงทำให้ตำรวจและหน่วยงานที่ควบคุมกำเนินการปิดกิจการสถานบันเทิงเหล่านี้ไม่ได้ 
อาจจะบอกได้ว่ากฎหมายไม่เอื้ออำนวยต่อการควบคุมดูแลในพื้นที่ต้องห้าม
เมื่อทางร้านมีใบอนุญาตจำหน่ายสุราอยู่ กฎหมายหลายฉบับมีความล้าหลัง 
จึงต้องผลักดันนโยบายร่วมกัน ทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน
 เสนอให้มีการทำสถิติเก็บข้อมูลร้านเหล้า รอบมหาวิทยาลัย 
 และกำหนดมาตรการ ทิศทาง ร่วมกันอย่างไร
 ในส่วนของภาคประชาชนทำได้เพียงเฝ้าระวัง และป้องกันเท่านั้น
 นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกัน อาจจะต้องจัดมาตรการ
สำหรับลงโทษสำหรับนักศึกษาที่แต่งชุดนักศึกษาและอายุไม่ถึงเข้าไปใช้บริการ 
ท้ายสุดต้องปลูกจิตสำนึกให้นักศึกษา  เสริมวิชาหน้าที่พลเมืองให้นักศึกษา
เพราะนักศึกษาไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง
 คอยแต่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายอยู่บนเส้นด้ายแห่งความประมาท               



ความตลกร้ายของบทสรุปการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือไม่มีฝ่ายไหนที่เอาจริงเสียที
 ฝ่ายที่ดูจะน่าเห็นใจและเสียเปรียบที่สุดก็น่าจะเป็นคนในชุมชน 
ส่วนนี้ไม่นับถึงผู้ประกอบกิจการ เพราะเมื่อมีใครออกมาพุดถึงเรื่องนี้ทีก็จะตื่นตัวที 
แต่ไม่ตื่นตัวจนถึงขั้นจัดการอะไรเด็ดขาด ไม่มีใครแสดงถึงความจริงใจที่จะสกัดกั้นร้านเหล้าเหล่านี้
ให้ออกพ้นไปจากบริเวณมหาวิทยาลัย ปมปัญหานี้ไม่เคยถูกคลี่คลายออกไปจากสังคมไทยได้เลย
 เป็นปมปัญหาที่ถึงแม้จะมีการร่วมมือกันในบริเวณมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
แต่ก็ยังคงมีในอีกมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ต่อไป
 คนที่จะเป็นคนแกะเงื่อนของเชือกเหนียวนี้ได้ก็คงหนีไม่พ้นรัฐบาล 
ที่ต้องมีความจริงใจที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ 
ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะขจัดพื้นที่เสี่ยงให้กับเยาวชนไทยที่กำลังจะเป็นอนาคตของประเทศ
โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน กลุ่มบุคคลหรือข้าราชการสีกากี
ที่ฉ้อฉลรับเงินใต้โต๊ะมาจากผู้ประกอบการ  รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังพร้อมกันทุกกระทรวง 
และหน่วยงานราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการผนึกกำลัง 
ผลักดันให้สถานบันเทิงและแหล่งจำหน่ายเหล้า เบียร์ ไวน์ ทุกประเภท
ออกไปห่างไกลจากสถาบันการศึกษาโดยเร็ว ถึงแม้จะเกิดความร่วมมือกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ก็จริง แต่ก็จะไม่มีพลังเพียงพอ ที่จะควบคุมดูแลไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากนี้ต่อไปในอนาคต 
เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นแค่ความร่วมมือเท่านั้นไม่ใช่กฎหมาย 
รัฐบาลจึงควรที่จะต้องออกมาสร้างกฎหมายมีโทษออกมาปกป้องนักศึกษาที่อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ 
แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้พวกเขาเข้าใจโทษภัยของเหล้าได้ 
แต่อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อที่จะได้นำสถานที่อโคจรเหล่านี้ 
ออกไปให้ไกลจากพวกเขาอีกสักหน่อยก็ยังดี