วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

นักศึกษาสมานฉันท์แรงงาน

นักศึกษาสมานฉันท์แรงงาน เคียงข้างทวงค่าแรง 300


เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เครือข่ายแรงงานนับพันคน 
รวมตัวกันเรียกร้องรัฐบาลให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ
 ตามที่พรรคเพื่อไทยได้ให้สัญญาไว้กับแรงงาน 38 ล้านคนเมื่อครั้งหาเสียง
 เพื่อทวงค่าแรงที่เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ 
มีการรวมตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เวลา 09.30 น. และเดินทางไปขอพบและยื่นจดหมาย
เปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น.
 โดยมีตัวแทนแรงงานจากสภาองค์การลูกจ้าง, สหพันธ์แรงงาน ,กลุ่มสหภาพแรงงาน
ในย่านอุตสาหกรรมต่าง ๆ , สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และคณะกรรมการสมานฉันท์
แรงงานไทยเข้าร่วม แต่นอกจากแรงงานที่เดือดร้อนและตัวแทนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้ว 
ก็ยังมีนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย 
ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยบูรพา 

“เพราะว่าเรื่องค่าแรงสามร้อยมันเป็นเรื่องผลประโยชน์โดยรวมของผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ 
และการที่มาเข้าร่วมก็เพราะเห็นว่าควรจะมีพลังนักศึกษาเข้ามาช่วยประสานในส่วน
ของแรงงาน นักศึกษารุ่นใหม่มีพลังและเป็นปัญญาชน ซึ่งมีความรู้มาช่วยเป็นแกนนำ
หรือมาช่วยกับคนในชนชั้นแรงงานได้เป็นคำบอกเล่าของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย
รามคำแหง เมื่อได้มาหลบแดดร้อนอยู่ที่ข้างสะพานชมัยมรุเชฐ   และเมื่อถามเหตุผลที่
นักศึกษามาเข้าร่วมก็ได้รับคำตอบว่า มาทวงถามเรื่องค่าแรงสามร้อยบาทของผู้ใช้แรงงาน
ทั่วประเทศตามนโยบายที่รัฐบาลเคยได้ประกาศเอาไว้ตอนหาเสียง ว่าจะขึ้นค่าแรงสามร้อย
บาททันที ถ้าได้เป็นรัฐบาล และได้ค่าแรงสามร้อยด้วยมันก็หมายความว่าค่าครองชีพของ
นักศึกษาหรือที่กำลังเรียนอยู่แล้วทำงานไปด้วย ก็จะได้อานิสงค์ไปด้วย 
เหมือนกับว่านักศึกษาต่อไปก็จะต้องออกมาทำงาน จึงสมควรที่จะเข้ามาร่วมด้วย
 วันนี้มีนักศึกษารวมแล้วประมาณสามสิบคนที่มาตั้งแต่เช้า แต่ถึงตอนนี้ก็กลับไปส่วนหนึ่ง 
ตอนเช้าก็มีการจัดเวทีเสวนาเล็ก ๆ เพื่อทำความเข้าใจให้กับผู้ใช้แรงงานที่เข้าร่วม
 โดยมีตัวแทนนักศึกษาและองค์กรมาเข้าร่วมพูดคุยในปัญหาที่แท้จริงว่ามันคืออะไร
 จากนั้นเราก็มีการรณรงค์ จากหน้าลานพระบรมรูปทรงม้ามาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล 
ที่สำคัญก็คือมีขบวนการคนหนุ่มสาวซึ่งสูญหายไปนาน ได้กลับมาเข้าร่วมอีกครั้งหนึ่ง 
ส่วนการคาดหวังในเรื่องนักศึกษาก็แสดงความคิดเห็นว่า ไม่อยากให้พี่น้องแรงงาน
หยุดอยู่แค่นี้ แต่อยากจะให้ทุกคนช่วยกันผลักดันให้เรื่องนี้ปรับใช้ให้ได้ ถ้ารัฐบาลยอม
ที่จะช่วยเหลือทุกอย่างก็จะดีขึ้น ก็อยากให้เห็นว่าการมาชุมนุมเรียกร้องต่าง ๆ 
มันไม่ได้มาชุมนุมเรียกร้องผลประโยชน์ให้กับกลุ่มที่เสียผลประโยชน์อย่างเดียว 
แต่มันเป็นการออกมาเรียกร้องให้คนทั้งประเทศ ถ้ามันสำเร็จ
 พวกนักศึกษาที่กำลังจะจบหรือที่ทำงานอยู่ไปด้วยเขาก็จะประโยชน์ด้วย 
จึงอยากให้นักศึกษาที่กำลังรับรู้หรือรับฟัง ได้เข้าใจแล้วสามารถออกมาเป็นกำลังใจ
และช่วยกันขับเคลื่อนไปได้ก็ยิ่งดี เพราะส่วนใหญ่ที่ผ่านมามันกลายเป็นว่าผู้ที่ออกมา
เรียกร้องมันกลายเป็นคนก่อกวน เป็นภาพที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ 
แต่หารู้ไม่ว่าค่าแรงสามร้อยถ้าเราเรียกร้องได้มันจะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งประเทศ
 นายธัชพงษ์ แกดำ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงกล่าว


จุดประสงค์ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานครั้งนี้ คือต้องการให้นายกออกมารับหนังสือ
 แต่ทางรัฐบาลได้ตอบรับโดยการให้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาเรื่องสัญญาต่าง ๆ 
รวมถึงนโยบายต่าง ๆ อย่างเป็นทางการในทำเนียบรัฐบาล 
 และส่วนของนักศึกษาก็มีการส่งตัวแทนเข้าไปสังเกตการณ์ร่วมด้วย 
นายธิวัชร์ ดำแก้ว นักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
นักศึกษาที่เป็นตัวแทนที่เข้าไปพบกับนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน 
ผู้แทนจากรัฐบาล ในห้องประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ได้เล่าถึงความรู้สึกหลังการเจรจาว่า
 รู้สึกดี ที่เราได้ เรียนรู้ อะไรสนุก ๆ และมีโอกาส ได้เจรจาจากตัวแทนรัฐบาลในทำเนียบรัฐบาล
 ซึ่งหาโอกาสยากที่จะเข้าไป แต่ว่าเราก็ ไม่ได้ไปพูดอะไรเลย แค่ไปนั่งฟังเฉย ๆ แต่มันก็ทำ
ให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า ถ้าประชาชนมาเรียกร้องอะไรสักอย่าง มันก็ต้องมีตัวแทนที่จะเข้าไป
พูดคุย ซึ่งจะต้องมีทักษะในการเจรจา ต้องมีไหวพริบ เพราะเราไม่รู้เลยว่าตัวแทนจากรัฐบาล
ที่มาพูดคุยกับเราเขาจะพูดเก่ง จะหว่านล้อมได้ดีแค่ไหน ผมเชื่อว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมัน
ปากหวานหมดแหละ คนที่มาพูดก็ต้องพูดดี อย่างวันนี้รัฐมนตรีพูดเคลิ้มเลยนะ ถ้าเราลองฟัง
ดูจริง ๆ คิดตามมันจะรู้ว่ามีเรื่องที่ซ่อนเร้นเอาไว้อยู่แล้ว การที่เขาพูดว่าสามร้อยบาททันที 
คือเขาก็พยายามเลี่ยงประเด็นนี้ทัศนคติของนายธิวัชร์ถูกบอกเล่าออกมา จากการพูดคุยจึง
ทำให้ทราบว่าเพราะเรียนคณะคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จึงทำให้เขาตระหนักถึง
ปัญหาในเรื่องนี้ และคิดว่าผลกระทบมันเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในสังคม  ผมมองว่าเขาต้อง
ได้รับความช่วยเหลือ สังคมมันบีบให้เด็กทั่วไปเรียน หางานทำดี ๆ แต่เราก็ลืมนึกไปว่าเรา
เรียนไปเพื่อดูแลสังคมเรานะ ซึ่งผมเชื่อมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ ตั้งแต่สนใจมาทำงานเพื่อสังคม 
ว่าถ้าเราสร้างบ้าน เราหาเงินสร้างบ้านเรานะ เป็นบ้านหลังที่ใหญ่และดีที่สุดในหมู่บ้าน 
 และเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจากรอบบ้าน สักวันหนึ่งคนรอบบ้านนั้นจะมาปล้นบ้านเรา 
ผมเชื่อว่าผมทำเพื่ออนาคตต่อไปลูกหลานผมจะได้ไม่ไปปล้นใครเขากิน 
เพราะความยากจน สังคมต้องมีระเบียบ แต่ความมีระเบียบต้องเกิดจากทุกคนในสังคม
มีรายได้ มีความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ ไม่มีชีวิตที่ล้มเหลว มันต้องมีชีวิตที่ดีกับสังคมที่ดี

ข้อสรุปจากการเรียกร้องค่าแรง 300 บาททั่วประเทศนั้น ภาครัฐบาลได้ให้คำตอบ
กับประชาชนว่าวันที่ 1 เมษายน 2555 จะขึ้นค่าแรง 300 บาทใน 7 จังหวัด ได้แก่ 
 กรุงเทพฯ, สมุทรสาคร, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, นนทบุรี และนครปฐม  
 และวันที่ 1 มกราคม 2556 จะขึ้น 300 บาททั้งประเทศ   
 และให้คงอัตราค่าจ้างของทุกจังหวัดไว้เป็นเวลา 2 ปี  
โดยให้เหตุผลว่าที่ปรับใช้วันที่ 1 มกราคม 2555 ไม่ได้
เพราะเนื่องจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วม มีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการที่มีปัญหา
 จึงยังปรับค่าแรงขึ้นให้ไม่ได้ โดยนายธิวัชร์ ก็เป็นเสียงของนักศึกษาที่ได้ให้ความเห็น
เพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า ต้องคิดต่อไปว่าแค่สามร้อยมันไม่พอ ไม่ว่ากลุ่มอุตสาหกรรม
จะมีเหตุผลวิเศษอะไรมาพูด แต่จริง ๆ แล้วมันไม่พอ เพราะมีงานวิจัยหลายตัวที่ออกมาว่า
ค่าครองชีพน่าจะอยู่ที่ 421 บาท หรือ 500 บาท เป็นอย่างน้อย เพราะค่าครองชีพ
มันก็ขึ้นตลอด  ทุกอย่างมันแพงขึ้น แต่แรงงานถูกดองค่าแรงมาเป็นยี่สิบปีแล้ว
 มันไม่ขึ้นตามความเป็นจริง แรงงานต้องต่อสู้ให้มากกว่าการยกค่าแรงขั้นต่ำสามร้อยบาท 
แต่ แรงงานต้องนำเสนอไปสู่การตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าแรงที่เป็นธรรม
 ระหว่างมีนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐ ซึ่งระบบนี้ใช้มานานแล้วแต่ว่าค่าแรงยังอยู่เท่าเดิม
 แสดงว่ากลไกลมันมีปัญหา หลังจากนี้เราควรจะมาแก้ไขกลไกนี้ให้ถูกต้องขึ้น





Cradit: FACEBOOK Kan Sangtong

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

หอศิลป์


หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 
(Bangkok Art and Culture Centre) หรือหอศิลป์กรุงเทพฯ 

เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางกรุงที่ฉันชอบมากที่สุด
มันเหมือนผู้หญิงที่มีเสน่ห์ และมีสิ่งที่น่าค้นหาตลอดเวลา
เพราะไปครั้งไหน ธีมงานศิลปะ การจัดงานแสดงก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ 
และแต่ละงานก็ร่วมสมัย และสร้างสรรค์มาก ๆ บางเดือนก็จัดหลายงานแบ่งเป็นโซน ๆ

ไปครั้งไหนฉันก็ตื่นเต้นทุกครั้ง



















หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 
ตั้งอยู่ที่สี่แยกปทุมวัน หัวมุมถนนพระราม 1 และถนนพญาไท
ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และสยามดิสคัฟเวอรี่ 
เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ 
เวลา 10.00-21.00 น. (หยุดวันจันทร์)
ที่สำคัญ...ฟรีจ้า

สัมมนาวารสารศาสตร์

สาขาวิชาวารสารสนเทศขอเชิญร่วมงานสัมมนา
‘ผลกระทบทางสังคมจากสื่อออนไลน์'

ในวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
ณ ห้องประชุมสุวพักตร์นิเวศน์ (๕๗๒๔)
... ... อาคาร ๕๗ คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา


ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
กับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์
คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มรภ. สวนสุนันทา
นักวิชาการ และผู้ทำวิจัยเรื่อง "วัยรุ่นขายเซ็กส์ออนไลน์"

คุณบุญเลิศ อรุณพิบูลย์
หัวหน้างาน งานพัฒนาและบริการสื่อสาระดิจิทัล
ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA)

คุณอศินา พรวศิน
ประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC)
รองบรรณาธิการข่าวไอที และบรรณาธิการโซเชียลมีเดีย จากเนชั่น

คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ
นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ
องค์การแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะแห่งประเทศไทย
สถานีโทรทัศน์ Thai PBS

ดำเนินรายการโดย อี้ - แทนคุณ จิตต์อิสระ
พิธีกรชื่อดัง

กำหนดการ ดังนี้
๑๓.๐๐ – ๑๓.๒๐ น. ผู้เข้าร่วมสัมมนาลงทะเบียน
๑๓.๒๐ – ๑๓.๓๐ น. พิธีเปิดงานโครงการสัมมนา เรื่อง ผลกระทบทางสังคมจากสื่อออนไลน์
๑๓.๓๐ – ๑๓.๔๕ น. นำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้น
- พฤติกรรมการรับข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์
- ความรวดเร็วที่มาพรอ้มกับความเสี่ยงของสื่อออนไลน์
- กระบวนการการควบคุมสื่อออนไลน์
๑๓.๔๕ – ๑๔.๐๐ น. พักทานอาหารว่าง
๑๔.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. เสวนาการสัมมนา จากวิทยากรทั้ง ๔ ท่านในหัวข้อเรื่อง
๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ช่วงถกแถลง
๑๖.๐๐ น. จบการสัมมนา

จากนั้นเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๗.๓๐ น.
จะเป็นพิธีมอบรางวัลโครงการ “ประกวดข่าวสุนันทานิวส์”
มอบโล่เกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล
แบ่งออกเป็น
1. รางวัลข่าวยอดเยี่ยม “สุนันทานิวส์”
2. รางวัลบทความยอดเยี่ยม “สุนันทานิวส์”
3. รางวัลนักข่าวฝึกปฏิบัติยอดเยี่ยม “สุนันทานิวส์”

เวลา ๑๗.๐๐ - ๑๘.๐๐
ขอเชิญพี่ ๆ น้อง ๆ ชาววารสาร 'สวนนัน
เข้าร่วมพิธีติดติ้งของเอกวารสาร
พบปะกันระหว่างรุ่นพี่ - รุ่นน้อง





(Poster ขนาด A3)

 

(Poster ที่เผยแพร่ใน Facebook )



ใบปลิวขนาด A4 (ติดกันไปครึ่งคณะ ฟ้าเป็นแถบ ๆ ) 


 

(แบบไวนิล)

 

เมื่อได้รับหน้าที่อยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการสัมมนาวารสารศาสตร์
ฉันจึงต้องรับผิดชอบในการประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้เป็นที่รู้จัก

ฝ่ายเราหารือกันและก็สรุปว่าจะมีไวนิลขนาดเท่าคัตเอ้าท์ 3 ป้าย
โปสเตอร์ขนาด A3 
ใบปลิว A4 

และตัวฉันก็รับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบชิ้นงานประชาสัมพันธ์นี้
หนักหนาสาหัสเอาการเลยทีเดียว ...แต่มันก็สนุกดี
 
 


วิดีโอนี้เป็นของแถมจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเรา

ถูกทำขึ้นมาด้วยความว่าง (ในห้องเรียนวิจัยฯ) 55555

หลังจากที่ตัวฉันค่อนข้างจะมีความสัมพันธ์อันดีกับโปรแกรม Adobe premiere pro :)

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การบ้าน teaser

การใช้โปรแกรม Adobe premiere pro ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

โปรแกรมตัดต่อเป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ใหม่เมื่อภาคการศึกษานี้

มันสนุกดี 

เมื่อได้ตัดภาพเคลื่อนไหวร้อยเรียงกันเป็นเรื่องราว

การใส่เอฟเฟกต์ ใส่เทกซ์ ใส่สี

ที่เราพอใจ

งานชื้นนี้เป็นงานส่งอาจารย์ในหัวข้อ ทีเซอร์รายการอะไรก็ได้

ฉันเลือกรายการคอนเสิรต์ ของศิลปินที่ตัวเองชอบ

BIGBANG

ถึงแม้มันจะไม่ได้ใช้เอฟเฟกต์อะไรมากนัก

แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจทำออกมา 

"29.02.2012

BIGBANG

is 

back"

อ่า ...ชีวิตของฉันที่ผ่านชิ้นงานมันช่างราบเรียบจริง ๆ 55555





แล้วก็ Nice to meet you นะ Adobe premiere pro 
หวังว่าเราจะมีมิตรภาพที่ดีต่อกันไปนาน ๆ

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ของดีสวนนัน

ว่ากันด้วยเรื่องของเบเกอรี่’สวนนันโครงการเบเกอรี่ในโครงการอาหารกลางวัน 
เริ่มจากฝ่ายสวัสดิการในสถาบันราชภัฎสวนสุนันทาได้จัดทำโครงการอาหารกลางวันขึ้น 
เพื่อบริการอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม เมื่อมีการจัดงานประชุมหรือสัมมนาขึ้นภายในสถาบัน ฯ
ต่อมามีการจัดเลี้ยงและมีการขายอาหาร 
ซึ่งเป็นบริการให้นักศึกษาได้ทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะในราคาที่ไม่แพง
 เมื่อมีการจัดเลี้ยงอาหารว่างมากขึ้น จึงทำขนมเบเกอรี่เองและได้รับความนิยม 
เมื่อทำขนมมากขึ้นก็ขยายกิจการ จึงตั้งโครงการเบเกอรี่ ฯ ขึ้นมา 
โดยไม่ทำการจดทะเบียนเพียงแบบฟอร์มการจัดตั้งโครงการ ฯ
 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขึ้นมาควบคุมโครงการ ฯ 
เมื่อประมาณเดือน กุมภาพันธ์ 2543 
โดยมีรองศาสตราจารย์วีณา เอี่ยมประไพ เป็นประธานกรรมการ จนถึงปัจจุบัน
แม้เบเกอรี่ของสวน'นัันจะไม่ได้โด่งดังสร้างชื่อให้กับมหาวิทยาลัยเหมือนกับข้างบ้าน 
แต่เบเกอรี่ของเราก็อร่อยไม่แพ้ใคร
แถมยัง สด ใหม่ และผลิตจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม 
เรียกได้ว่า เรื่องรสชาติก็ไม่แพ้ใครกันเลยทีเดียว
 แถมเรายังมีให้บริการทั้งภายในร้านในมหาวิทยาลัย
 มีบุคคลภายนอกรับออกไปจำหน่าย
 และทางโครงการเบเกอรี่ยังรับจัดเบรกในงานสัมมนาต่างๆในราคาย่อมเยาว์อีกด้วย 
ยังไงเพื่อน ๆ ก็อย่าลืมแวะอุดหนุนเบเกอรี่แก้วเจ้าจอมด้วยนะ
ส่วนตัวคิดว่ามันอร่อยกว่าของข้างบ้านอีก (55555+)
ถึงแม้รายการขนมเราจะมีไม่เยอะ แต่ทุกอย่างอร่อยจริง ๆ 



สถานที่ให้บริการและการจัดจำหน่าย
จุดขายหกเหลี่ยมบริเวณประตูถนนสามเสน
จุดขายเรือนริมรั้ว
จุดขายใต้ถุนอาคาร 37
จุดขายมัธยมสาธิตสวนสุนันทาบริเวณประตูถนนอู่ทองทองนอก
จุดขายคณะวิทยาการจัดการ
จุดขายประตูถนนสามเสน




และหากจะลองให้อันดับความอร่อยกันเล่น ๆ
 สำหรับ 1ใน 3 ของขนมเบเกอรี่แก้วเจ้าจอมในดวงใจแล้วล่ะก็ 
ต้องนี่เลย ท็อฟฟี่เค้ก เนื้อนุ่ม ๆ ที่ท็อปปิ้งนั้นหอมหวานคาราเมลและถั่วที่เยิ้มพอดี 
อันดับสองได้แก่ เค้กชอคโกแลคหน้านิ่ม ที่ใคร ๆ ก็ติดใจ 
ปิดท้ายอันดับ 3 ด้วย เอแคลที่มีเอกลักษณ์เป็นของแก้วเจ้าจอมโดยเฉพาะ 
ให้คะแนนพอ ๆ กับทาร์ตไข่แสนอร่อย

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เป็น 'แค่' นักศึกษา

เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่ผู้เขียนได้ก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วกำแพงแดงแห่งนี้ 
ด้วยความฝันจากชั้นมัธยมปลายที่คิดว่าการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย
จะต้องมีความสนุกอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างแท้จริง 
นับตั้งแต่วันแรกของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ 
ที่มีความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ที่ตัวเองรัก 
การมองหากิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เคยตัดสินว่ามันเป็นส่วนสำคัญ
ที่จะทำให้ชีวิตวัยรุ่นในมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างสมบูรณ์
 เป็นทัศนคติของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เคยวาดฝันไว้อย่างยิ่งใหญ่ในเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียน
 แต่เมื่อสามปีได้ผ่านไป ความรู้สึกตรงนั้นก็ได้จางหายไปเกือบหมด
 กิจกรรมมากมายที่เคยได้ดูผ่านทางภาพยนตร์หรือที่เคยได้ฟังเรื่องเล่าจากผู้คนรอบข้าง
 แทบหาไม่ได้เลยจากมหาวิทยาลัยนี้ ความฝันที่เคยมีว่าการเป็นนักศึกษา
มันคงจะมีอิสระในการทำหลาย ๆ สิ่งเป็นอย่างมากจากที่เคยเป็นนักเรียน ได้ทำกิจกรรม
 ได้หาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยจากบุคคลและสิ่งแวดล้อม 
แต่ในตอนนี้ข้าพเจ้ากลับไม่เหลือภาพที่เคยวาดฝันเหล่านั้นอยู่เลย

มหาวิทยาลัยคุณภาพ ชั้นนำเพื่อปวงชน คือวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่แสนจะดูดี 
แต่ผู้เขียนก็ยังมองไม่เห็นว่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้
จะพัฒนาได้โดดเด่นกว่ามหาวิทยาลัยอื่นได้ยังไง 
และศักยภาพของนักศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏธรรมดา ๆ ทั่วไป 
โดยส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่ามันเป็นชีวิตนักศึกษาที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่ายที่สุดแล้ว
 เมื่อทุกคนได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็จะมีตารางเรียนมาให้นักศึกษาแต่ละสาขา 
เราก็แค่มาเรียนตามตารางเรียนที่ถูกกำหนดไว้ให้ตามหลักสูตร
 วันหนึ่งก็เรียนเพียงแค่หนึ่งหรือสองวิชาเท่านั้น เรียนเสร็จก็กลับ ไม่ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนต่อ
 กิจกรรมซึ่งพอหลุดพ้นจากการรับน้องและกิจกรรมในส่วนของสาขาแล้ว
 ก็จะเป็นกิจกรรมของมหาวิทยาลัยซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นการจัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญต่าง ๆ
 ยกตัวอย่างของผู้เขียนตลอดสองปีที่ผ่านมา ก็คือจะมีใครสักคนในกลุ่มเพื่อน
ที่ไปบังเอิญทราบมาว่าจะมีการจัดกิจกรรม ตัวข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นการประชาสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรม
ของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังเสียที สมมติว่าเป็นกิจกรรมเข้าพรรษาก็แล้วกัน 
จัดขึ้นที่ลานวิทย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
 นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยก็จะมารอกันตั้งแต่เช้า เพื่อมารอสแกนบัตรนักศึกษา 
พอจัดระเบียบต่อแถวรับการสแกนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถือว่าเสร็จสิ้นการเข้าร่วมกิจกรรมวันเข้าพรรษา
ใครมาก็ได้หน่วยกิจกรรมใครไม่มาก็ไม่ได้ แต่ถ้าย้อนถามนักศึกษาว่ากิจกรรมนี้คืออะไร 
วัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมคืออะไร ก็คงไม่มีใครตอบได้
 เพราะไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแค่มาเข้าแถวอย่างเดียวรอบันทึกรหัสนักศึกษาก็เป็นอันว่าเสร็จ
 มันก็ยังเป็นสิ่งที่อยากรู้ของผู้เขียนมาตลอดว่ากิจกรรมเหล่านี้จัดขึ้นมาเพื่ออะไรและเพื่อใคร 
เมื่อมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย


เมื่อก่อนผู้เขียนได้พยายามหาเหตุผลดี ๆ มาเป็นคำตอบในเรื่องพวกนี้ว่า 
อาจจะเป็นเพราะมหาวิทยาลัยเราไม่กว้างขวาง 
ไม่มีหอพักอยู่ภายในเหมือนมหาวิทยาลัยชื่อดังอื่น ๆ 
จึงทำให้นักศึกษาไม่ได้มีความรู้สึกรักในมหาวิทยาลัย รักในนคณะที่เรียน
 เพราะเรียนเสร็จสามชั่วโมงก็กลับบ้านกลับหอพัก ไม่ได้มีกิจกรรมที่ทำให้ผูกพันกับมหาวิทยาลัย
 แต่เมื่อนานเข้าผู้เขียนถึงได้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวนักศึกษาต่างหาก
 การเป็นนักศึกษาราชภัฏสวนสุนันทา เราทำได้แค่นี้ 
ส่วนไหนที่มีคนบอกว่าไม่ได้เราก็จบอยู่แค่นั้นยอมรับว่าไม่ได้แม้จะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่ได้

หากวันไหนที่นักศึกษาจะเริ่มรู้ตัวว่าสถานภาพของเรานั้น 
“เป็นถึงนักศึกษา” ไม่ได้เป็น “แค่นักศึกษา”
 เมื่อนั้นเราก็คงจะมีสิทธิที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้ 
 ได้มีโอกาสที่จะใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาจริง ๆ
 มีพลังที่จะการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยที่เป็นของทุกคนไปในทิศทางที่อยากจะไป 
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวนักศึกษาเองว่าจะกล้าถามหาสิทธิที่ควรจะมี หรือว่าจะเป็นต่อไปเช่นนี้ 
มีคนชี้ว่าให้เดินตรง นี้ ห้ามออกนอกเส้นทาง เราก็เดินไปอยู่แค่นั้น 
ไม่มีทางได้ทราบเลยว่าระหว่างทางหรือเส้นทางเดินอื่นนั้นมีอะไรอยู่บ้าง


แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนยังมองเห็นพลังของนักศึกษาอยู่
และได้สัมผัสจริง ๆ ว่าพลังในตัวของนักศึกษานั้นยังไม่ได้มอดไหม้ไปเสียทีเดียว
ก็คือเหตุการณ์การเดินขบวนเรียกร้องไม่ให้นำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนตัวได้มีโอกาสเข้ามาคลุกคลีในวงในของเรื่องนี้
จากการทำข่าวและรับรู้ความเคลื่อนไหวของนักศึกษา ฟีดแบค รวมไปถึงท่าทีของประชาคม
ว่าเรื่องนี้มันไม่ได้โพล่งออกมาแค่วันนั้นวันเดียว ที่นักศึกษาออกมามีส่วนร่วม
แต่มันมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเดือน ๆ ก่อนหน้านี้ที่ นักศึกษาเกือบทั้งมหาวิทยาลัย
ให้ความสนใจ และเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะร่วมตัดสินใจด้วย
ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นฟีดแบ็ค(แค่ส่วนหนึ่ง)จากผู้บริหารหรืออาจารย์ 
จะออกมาในทางทีไม่เห็นด้วย และออกมาบอกว่านักศึกษาถูกปลุกระดมโดยแกนนำ
เมื่อได้ยินมาเช่นนั้น ฉันก็ได้แต่ถอดทอนใจ และคิดว่าจนถึงขนาดนี้
ผู้บริหารและอจ.บางคนก็ยังดูถูกและไม่เชื่อมั่นในความคิดของนักศึกษา
อดคิดไม่ได้ว่าพวกท่านเหล่านั้นคิดกับนักศึกษาว่าเป็นนักเรียนหัวอ่อนกระนั้นหรือ

ความพร้อมของ GE


ความพร้อมของ นักศึกษา หรือ มหาวิทยาลัย ที่ควร เตรียม
การเรียนในระบบการเรียนกลุ่มใหญ่ ร่วมกับระบบ E-learning ตามหลักสูตรแห่งการปฏิรูปการเรียนรู้
เป็นแนวคิดหลักของหลักสูตรวิชาศึกษาทั่วไปหรือที่รู้จักกันว่าวิชา GE 
โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะการเรียนรู้จากคณาจารย์ผู้ชำนาญการ
 และเรียนรู้ด้วยตนเอง E-learning ที่จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับตัวนักศึกษา
ที่จะนำประสบการณ์การเรียนรู้ไปใช้กับศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ ที่นักศึกษาสนใจได้ตามอัธยาศัย
 ซึ่งก็หมายความว่าทุกรายวิชาที่นักศึกษาถูกจัดให้เรียนในแต่ละภาคการศึกษา
 ก็คือการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะออกไปใช้ชีวิตในสังคมใหญ่ 
เป็นวิชาที่เป็นความรู้พื้นฐานทั่วไปของนักศึกษาทุกคน 
และเป็นวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาทุกคน 
แต่เมื่อเกิดคำถามจากนักศึกษามากมายที่ได้เรียนในหมวดวิชานี้ 
คำถามที่เป็นข้อสงสัยว่าเรียนแล้วได้อะไร เข้าใจบทเรียนจริง ๆ หรือไม่ 
และปัญหาในด้านของสถานที่ในการจัดการเรียนการสอนหรือปัญหาของการเลื่อนตารางเรียนแล้ว
 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าวิชา GE ขาดความพร้อมที่จะเปิดการเรียนการสอนแก่นักศึกษา



ผู้เขียนได้รับฟังความเห็นจากนักศึกษาที่มีผลกระทบมาหลายคน 
บางคนบ้านไกลแต่ก็ต้องอยู่เรียนในเวลา 17.00 – 20.00 น. กว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่น 
เวลาที่แจ้งในตารางเรียนก็โดนเลื่อนบ่อยครั้ง บางครั้งเลื่อนไปเรียนวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ 
เพื่อนที่รู้จักกันก็มีธุระที่จะไปโบสถ์ในวันอาทิตย์เนื่องจากเป็นคริสต์เตียน
 รุ่นน้องปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาเรียนก็รู้สึกสับสน และปรับตัวสำหรับการเรียนในระบบมหาวิทยาลัยยังไม่ได้ 
แถมจะต้องมาเรียนตอนเย็น เหมือนเป็นนักศึกษาภาคค่ำ
 ยังไม่นับการบริการจากเจ้าหน้าที่ประจำสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้
อิเล็กทรอนิกส์ที่มาดูแลในห้องประชุมสุนันทานุสรณ์อีก นักศึกษาเข้าห้องเรียนแต่งตัวไม่สุภาพ
 ใส่รองเท้าไม่หุ้มส้นหรือนุ่งกางเกงยีนส์เข้าไม่ได้ แต่นักศึกษาหญิงบางคนใส่กระโปรงสั้น 
โดยการนำเอาชุดนักศึกษามาทำให้กลายเป็นแฟชั่น ไม่ติดเข็มสัญลักษณ์ ไม่มีกระดุม
 บางคนก็เข้าได้  กลายเป็นมาตรฐานไม่เท่ากัน 
บางครั้งนักศึกษามาสอบถามข้อสงสัยในรายวิชาก็ไม่มีเหตุผลให้
 เมื่อเป็นไปในลักษณะนี้นานเข้าก็ทำให้ขาดความเคารพซึ่งกันและกัน
 ระหว่างเจ้าหน้าที่และตัวนักศึกษาเอง 
และเมื่อสอบถามถึงสาเหตุการเลื่อนเวลาเรียนจากตารางบ่อย ๆ ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ให้เหตุผลว่า 
การเลื่อนตารางต่าง ๆ เกิดจากการที่มีรายวิชาเพิ่มขึ้น 
และมีจำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามจำนวนชั้นปีจึงทำให้วัน – เวลาในการใช้สถานที่มีจำกัด
 จึงจำเป็นที่จะต้องเลื่อนการเรียนการสอนไปในบางคาบเรียน 
เมื่อมีเหตุผลมาให้อย่างชัดเจนขนาดนี้แล้ว แม้แต่เด็กปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่
ก็ยังต้องเกิดข้อกังขาเลยทันทีว่า ใช้แค่ห้องประชุมสุนันทานุสรณ์ซึ่งเป็นห้องเรียนอย่างเดียว
 แต่จำนวนนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยจัดตารางอย่างไรก็ไม่เพียงพอ 
และยังไม่รวมถึงการที่จะขอใช้ห้องประชุมในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้ 
ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย
 ก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ถึงแม้ตนจะทำงานให้กับมหาวิทยาลัย
แต่ก็พูดได้เลยว่า ระบบมันยังไม่พร้อม มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็มีวิชาพวกนี้เหมือนกัน
แต่ว่าอาจจะเรียกไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเราที่จัดให้เรียนกลุ่มใหญ่
ก็เพราะคณะอาจารย์ต่างที่จะมาสอนใน วิชาศึกษาทั่วไปนั้น 
ส่วนใหญ่ก็มาจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
เสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นวิชาพื้นฐาน 
การที่จะจัดสอนให้แก่ทุกสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยก็เป็นไปได้ยาก
 เป็นการเพิ่มคาบสอนให้แก่อาจารย์อีก จึงจัดสอนแบบกลุ่มใหญ่ 
หลายสาขา หรือทั้งคณะก็แล้วแต่การจัดตาราง 
แต่มหาวิทยาลัยอื่นนั้นมีตึกสำหรับเรียนแบบกลุ่มใหญ่เลย กี่ห้องกี่ชั้นก็ว่ากันไป 
ส่วนมหาวิทยาลัยเราใช้แค่ห้องประชุมสุนันทานุสรณ์แค่ห้องเดียว 
นักศึกษาก็ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสามปีสี่ เวลาเรียนมันก็ไม่พอ และเมื่อย้อนมาดูตัวนักศึกษาแล้ว
โดยเฉพาะปีหนึ่งที่เพิ่งจบจากชั้นมัธยม ศึกษามา ห้องเรียนหนึ่งแค่ 40 – 50 คน
 ยังไม่ตั้งใจเรียนเลย นับประสาอะไรกับห้องเรียนหลายร้อยคน
 เข้าห้องไปก็ถือแค่ว่ามาสแกนบัตรนักศึกษาเอาคะแนนการเข้าชั้นเรียนเพียงแค่นั้น  
ในคาบเรียนก็คุยกัน ไม่ฟังอาจารย์บรรยาย ความรู้จริง ๆ ก็คงไม่ได้ 
โดยส่วนตัวแล้วจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนมาตั้งแต่ภาคเรียนที่หนึ่งของชั้นปีที่หนึ่งเรื่อยมา
 ภาคการศึกษาละ 2 วิชา ก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
 นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาของระบบการทำแบบฝึกหัดออนไลน์ และระบบส่งงานอีกด้วย
 เนื่องจากในกลุ่มเรียนมีนักศึกษามากเกินไป 
แล้ววิชาที่ถือว่าเป็นการเตรียมพื้นฐานความรู้ให้แก่นักศึกษาก็ไม่ได้ประโยชน์จริง ๆ เสียที
เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างของมหาวิทยาลัยที่เป็นข้อจำกัดไปเสียหมด
 และสิ่งแรกที่ผู้เขียนสัมผัสได้ชัดเจนก็คือความพร้อมของมหาวิทยาลัยเองนั่นแหละ



หากมหาวิทยาลัยคิดจะเปิดสอนวิชา GE ที่มีแนวการสอนที่ทันสมัยแล้วล่ะก็
มหาวิทยาลัยก็ควรจะพร้อมในเทคโนโลยีการบริการและสถานที่ให้มากกว่านี้
 เมื่อทางมหาวิทยาลัยยังไม่พร้อมขนาดนี้ นักศึกษาที่เป็นผู้รับจะได้ประโยชน์ไปแค่ไหน 
มันจะคุ้มหรือไม่ที่เสียงบประมาณค่าจัดพิมพ์หนังสือ ทำเว็บไซต์หรือแม้แต้ค่าจ้างเจ้าหน้าที่
 หมวดการเรียนวิชาศึกษาทั่วไปนี้ มีประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายทั้งนักศึกษา 
อาจารย์ผู้สอนรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ดูแล แต่ระบบมันควรจะดีกว่านี้สักหน่อย
 ผู้เขียนได้ยินมาว่าในภาคการศึกษาหน้าอาจจะมีการปรับห้องเรียน
โดยอาจจะให้เรียนในห้องใหญ่ของตึกตามคณะต่าง ๆ 
และมีการถ่ายทอดวิดีโอคอนเฟอเรนซ์การบรรยายของอาจารย์ 
และด้านหลังของโรงอาหารก็มีการรื้อถอนเตรียมการก่อสร้างตึกขึ้นมาใหม่ 
โดยคาดว่าอาจจะสร้างเป็นหอประชุมเพิ่มเติม
 ตัวผู้เขียนในฐานะที่เป็นนักศึกษาคนหนึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ 
และวิชาการศึกษาทั่วไปเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษา จะพร้อมจริง ๆ เสียที

ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย


     

 หลายครั้งที่ได้ยินข่าวคราวของเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกัน ตามล้างแค้นคู่อริต่างสถาบัน

 ใช้อาวุธรุนแรง ทั้งปืนผาหน้าไม้ ของมีคมเช่น มีด ดาบ เข้าทำร้ายร่างกายกันจนถึงขั้นเสียชีวิต

และหดหู่มากกว่าเมื่อได้รับรู้ว่าบุคคลที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว

บ่อยครั้งที่โดนลูกหลงเป็นชาวบ้านธรรมดาหลายต่อหลายคนต้องมารับเคราะห์กรรม

  เป็นบุคคลที่บริสุทธิ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความบาดหมางผิดใจกันของวัยรุ่นเลือดร้อนพวกนี้เลยแม้แต่น้อย




 ปัจจุบันข้าพเจ้าพักอยู่ที่หอพักในซอยจรัญสนิทวงค์ 84/1

 และบ่อยครั้งที่ต้องเดินทางผ่านไปยังเขตบางซื่อ สะพานพระรามเจ็ด และบริเวณถนนวงศ์สว่าง

สถานที่ที่มักจะเกิดเหตุการณ์ล้างแค้นด้วยเลือดบ่อย ๆ โดยเฉพาะในตอนกลางคืนเช่นนี้

ที่ขาโจ๋จะกลับมาจากร้านเหล้าและบังเอิญเจอกันบนท้องถนนหรือแม้กระทั่งในร้านสะดวกซื้อ

จนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ยกพวกรุมทำร้ายคู่อริหรือเข้าตะลุมบอนกัน

 สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก

 ในเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน หลายครั้งรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

 แม้กระทั่งตำรวจเองก็ไม่กล้าที่รีบจะเข้าไปช่วยระงับเหตุ

เพราะวัยรุ่นพวกนี้เลือดขึ้นหน้าแล้วไม่มีทางที่จะสนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน

 คิดแต่แค่ว่าตนไม่พอใจและต้องการที่จะทำร้ายคู่กรณีให้ถึงที่สุด

 นักเรียนเหล่านี้จะไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีการยกพวกเข่นฆ่ากันได้เกือบทุกวัน

  ทั้งหมดนี้ตำรวจก็ตั้งประเด็นอยู่แค่ว่าคู่อริตามล้างแค้น ศพแล้วศพเล่าต้องสังเวยเพราะคู่อริตามล้างแค้น

 แต่เหตุไฉนตำรวจไทยจับกุมตัวคนร้ายไม่ได้เลยสักคดีทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคู่อริของแต่ละสถาบันนั้นเป็นโรงเรียนใด

หรือปัญหาต่างสี ต่างสถาบัน ต้องเป็นทำเนียมที่รุ่นพี่สอนรุ่นน้องตกทอดไปเรื่อย

 หวังเพื่อเอาเลือดของต่างสถาบันมาลบล้างกันอีกยาวนาน

เกิดเป็นปัญหาสังคมที่ฝังรากและรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์






            เพียงเพราะเครื่องแบบ หัวเข็มขัด ตราสัญญาลักษณ์ที่แตกต่างกัน

ต้นตอของความขัดแย้งอยู่ที่ใดก็ไม่อาจมีคำตอบได้และเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน

 แต่เมื่อเจอกันถึงแม้จะไม่รู้จักกันไม่มีความโกรธแค้นเป็นส่วนตัว

แต่เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นสถาบันคู่อริก็ถึงขั้นฆ่าฟัน ทำร้ายกันจนเสียชีวิต

 ศพแล้วศพเล่าที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะคมกระสุน คมมีดดาบ 

แม้ทางราชการจะพยายามปราบปรามก็ไม่สามารถทำให้ปัญหานี้ยุติลงได้

 ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันที่ยังไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้

ปัญหาวัยรุ่นตีกันนั้นมีมานานแสนนานแล้ว ทุกคนได้สัมผัสและซึมซับมันมาตั้งแต่วัยเด็ก

โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าจะโทษใครไม่ได้เลย หากจะกล่าวโทษใคร ก็ต้องเป็นค่านิยมในการรักพวกพ้องผิด ๆ

ซึ่งมันก็มีมาทุกสถาบัน แต่หนักเบาคงจะต่างกันไป เป็นระบบอุปถัมภ์ที่ผิด ๆ

  เป็นค่านิยมผิด ๆ ที่ปลูกฝังกันมา ว่า "พวกเราต้องดีที่สุด"

 ในความคิดของเด็กช่างกลก็คงจะมีเพียงคำนี้ที่ว่า ข้าต้องแน่ ข้าต้องเจ๋งกว่าคนอื่น

สิ่งเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ชีวิตของลูกผู้ชาย ค่านิยมนี้ไม่ได้มีแต่กับเด็กวัยรุนที่มีอารมณ์รุนแรง

 แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่โชคร้ายที่บางคนยังยึดถือค่านิยมนี้ไปตลอดชีวิต

 และไม่เคยจะละเลยโอกาสที่จะยัดเยียดอุดมการณ์ชั่วร้ายเหล่านี้ให้แก่เด็กน้อย

 รวมไปถึงกับสิ่งที่รุ่นพี่ในสถาบันต่าง ๆ ได้มอบเรื่องราวความบาดหมาง

 ปลูกฝังความเกลียดชังให้กับรุ่นน้อง ให้ไปเป็นทอด ๆ

อีกประการหนึ่งก็คือการเห็นภาพยนตร์หรือละครต่าง ๆ ที่นำเสนอให้เห็นถึงการชกต่อย

ทำร้ายร่างกายกัน หรือฆ่ากัน ก็เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นทั้งหลาย

ซึ่งนั่นจะทำให้วัยรุ่นมีนิสัยชอบใช้กำลังในการแก้ปัญหา แม้แต่การพูดจาไม่เข้าหู

 มีการพูดจาเสียดสีกัน  เรื่องการแย่งชิงคนรัก จนเกิดความโกรธแค้นจนไม่มีใครยอมใคร

และเกิดความอาฆาตพยาบาทต่อบุคคลที่ทำให้ตนเองไม่พอใจ




                        



ตัวอย่างที่มีให้เห็นกันมาตลอดว่าบทสรุปนั้นจบอย่างไร

โจ๋บางคนได้เข้าไปศึกษาต่อยังสถานกักกันต่าง ๆ บ้างก็หาที่เล่าเรียนใหม่ด้วยความหวาดวิตก

ไม่กล้าแม้นแต่จะคิดเข้าเรียนในโรงเรียนที่เคยเป็นโรงเรียนคู่อริ

 ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะจำหน้ากันได้หรือไม่ บ้างก็ต้องหลบหนีคดีที่ติดมาจากโรงเรียนเดิม

 กว่าจะหมดอายุความก็หมดอายุอนาคตไปด้วยเช่นกัน 

บางครั้งพ่อแม่ก็ต้องมาสูญเสียลูกหลานของตัวเอง

ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยเรียนเพื่ออนาคตข้างหน้าไปก่อนวัยอันควร        



ปัญหาเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกันเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในช่วงระยะเปิดภาคเรียนใหม่ของทุกปี

เราจะสังเกตได้ว่ามักมีข่าวคราวนักเรียนช่างกล ยกพวกตะลุมบอนตามป้ายรถเมล์ บนรถเมล์ หรือตามที่สาธารณะ

เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจมีชาวบ้านมาได้รับผลกระทบโดนลูกหลงอยู่เป็นประจำเหตุการณ์

นักเรียนนักศึกษายิงกันหรือยกพวกตีคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ความเป็นนักศึกษาของไทยว่ามีเกรดที่ไม่ดี

หากนักศึกษายกพวกตีนึกถึงจิตใจของพ่อแม่บ้างว่าถ้ายกพวกตีไปแล้วและเกิดได้ รับบาดเจ็บ

 พ่อแม่จะรู้สึกเสียใจแค่ไหน พ่อแม่เลี้ยงมาจนโตอยากให้ลูกเรียนหนังสือมีความรู้ไม่ใช่ไปยกพวกตีกัน

จึงอยากฝากสถาบันการศึกษาเข้มงวดระเบียบวินัยของนักศึกษาให้มากขึ้น

ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรแต่ก็ลดปริมาณการยกพวกตีของนักศึกษาไทยได้

 หากสถาบันต่าง ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการควบคุมอย่างเข้มงวดในเรื่องระเบียบวินัยของนักศึกษา

ก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหานี้เริ่มต้นแก้ไขอย่างจริงจังได้

 เพราะบางสถาบันยังไม่มีความเข้มงวดในเรื่องของระเบียบนักศึกษาสักเท่าไร

 ยังคงเห็นนักศึกษาพกอาวุธมาเรียน และสอนเรื่องจริยธรรมให้เรียนรู้ถึงแก่นความเป็นคนการให้อภัย

 เพราะถ้าเกิดไปมีเรื่องกับต่างสถาบันจะได้มีความรู้สึกจิตสำนึกให้อภัยต่อกัน

ในส่วนสังคมก็ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหาให้สภาพแวดล้อมของสังคมดีขึ้น

หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐและเอกชน ควรมีส่วนร่วมเสมอ  

ในการออกกฎเกณฑ์หรือมาตรการที่ชัดเจนให้การป้องกันและแก้ปัญหาความรุนแรงเหล่านี้ให้ลดลง 





                                      

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กาแฟบ้านบางอ้อ


ร้าน กาแฟบ้านบางอ้อ อยู่ปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 84
 ภายใต้คอนเซปต์จิบสบายใต้ใบปาล์ม เครื่องดื่มอร่อย ๆ ในบรรยากาศบ้านสวน
 ฉันรู้สึกดีกับร้านนี้มานานแล้ว เนื่องจากหอพักของฉันอยู่ในซอย 84/1 มีเวลาเดินผ่านไปมาอยู่บ่อย ๆ 
แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เข้ามาเลย (ทั้ง ๆ ที่ก็ตั้งใจไว้แล้วหลายครั้ง)





กาแฟบ้านบางอ้อไม่ได้ขายแต่กาแฟเท่านั้น 
แต่มีรายการเครื่องดื่มมีเพียบทั้งร้อนทั้งเย็น เฟรปเป้ ขนมเค้กและอาหาร
 เมื่อไปถึงที่ร้านตอนประมาณ 4 โมงครึ่งหลังจากนัดกับเพื่อนไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
 ต่างคนต่างก็หิวมากจึงสั่งอาหารกินแบบกะเป็นมื้อเย็นเลยทีเดียว 
รายการอาหารราคาไม่แพงมาก และดูหน้าตาน่ากินมีทั้งสปาเกตตี้ ข้าวผัดต่าง ๆ ไปจนถึงของทานเล่น 
เช่น แซนวิช ผักโขมอบชีส สลัด เป็นต้น ใจจริงอยากจะสั่งผักโขมอบชีสแต่ด้วยความหิว จึงสั่งข้าวผัดแฮมไก่ไป 
และของเพื่อนก็เป็นข้าวผัดมันกุ้ง  ขอบอกว่าอร่อยมาก






ส่วนเครื่องดื่มนั้น เพื่อนสั่งช็อคโกแลตปั่นไป ส่วนตัวฉันสั่งปังปั่นไวท์ช็อคโกแลต 
คือไวท์ช็อคปั่นแล้วใส่ขนมปังชิ้นเล็ก ๆ โรยด้านบน (อร่อยมาก ๆ แหละ) 
ด้วยความที่อาหารรสชาติดี และรูปลักษณ์ที่ดูสะอาดตา
 ประกอบกับบรรยากาศดี ๆ ทำให้ร้านนี้ได้ใจไปเต็ม ๆ 
แถมบางเย็นมีดนตรีโฟล์กซองมาเล่นให้ฟังเพลิน ๆ 



ปังปั่นไวท์ช้อคโกแลต (65 บาท)




ข้าวผัดนำพริกมันกุ้ง (65 บาท)






ข้าวผัดแฮมไก่ (55 บาท)




แถมบางเย็นมีดนตรีโฟล์กซองมาเล่นให้ฟังเพลิน ๆ อีกด้วย






ไว้วันหลังจะมาลองกินเค้กและเครื่องดื่มอื่น ๆ ดูแน่นอน