นักศึกษาสมานฉันท์แรงงาน
เคียงข้างทวงค่าแรง 300
เมื่อวันที่ 28
กุมภาพันธ์ 2555 เครือข่ายแรงงานนับพันคน
รวมตัวกันเรียกร้องรัฐบาลให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ
ตามที่พรรคเพื่อไทยได้ให้สัญญาไว้กับแรงงาน 38 ล้านคนเมื่อครั้งหาเสียง
เพื่อทวงค่าแรงที่เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่
มีการรวมตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
เวลา 09.30 น. และเดินทางไปขอพบและยื่นจดหมาย
เปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น.
โดยมีตัวแทนแรงงานจากสภาองค์การลูกจ้าง, สหพันธ์แรงงาน ,กลุ่มสหภาพแรงงาน
ในย่านอุตสาหกรรมต่าง ๆ , สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
และคณะกรรมการสมานฉันท์
แรงงานไทยเข้าร่วม แต่นอกจากแรงงานที่เดือดร้อนและตัวแทนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้ว
ก็ยังมีนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย
ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยบูรพา
“เพราะว่าเรื่องค่าแรงสามร้อยมันเป็นเรื่องผลประโยชน์โดยรวมของผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ
และการที่มาเข้าร่วมก็เพราะเห็นว่าควรจะมีพลังนักศึกษาเข้ามาช่วยประสานในส่วน
ของแรงงาน นักศึกษารุ่นใหม่มีพลังและเป็นปัญญาชน ซึ่งมีความรู้มาช่วยเป็นแกนนำ
หรือมาช่วยกับคนในชนชั้นแรงงานได้” เป็นคำบอกเล่าของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย
รามคำแหง
เมื่อได้มาหลบแดดร้อนอยู่ที่ข้างสะพานชมัยมรุเชฐ
และเมื่อถามเหตุผลที่
นักศึกษามาเข้าร่วมก็ได้รับคำตอบว่า
มาทวงถามเรื่องค่าแรงสามร้อยบาทของผู้ใช้แรงงาน
ทั่วประเทศตามนโยบายที่รัฐบาลเคยได้ประกาศเอาไว้ตอนหาเสียง
ว่าจะขึ้นค่าแรงสามร้อย
บาททันที ถ้าได้เป็นรัฐบาล และได้ค่าแรงสามร้อยด้วยมันก็หมายความว่าค่าครองชีพของ
นักศึกษาหรือที่กำลังเรียนอยู่แล้วทำงานไปด้วย
ก็จะได้อานิสงค์ไปด้วย
เหมือนกับว่านักศึกษาต่อไปก็จะต้องออกมาทำงาน
จึงสมควรที่จะเข้ามาร่วมด้วย
วันนี้มีนักศึกษารวมแล้วประมาณสามสิบคนที่มาตั้งแต่เช้า แต่ถึงตอนนี้ก็กลับไปส่วนหนึ่ง
ตอนเช้าก็มีการจัดเวทีเสวนาเล็ก ๆ เพื่อทำความเข้าใจให้กับผู้ใช้แรงงานที่เข้าร่วม
โดยมีตัวแทนนักศึกษาและองค์กรมาเข้าร่วมพูดคุยในปัญหาที่แท้จริงว่ามันคืออะไร
จากนั้นเราก็มีการรณรงค์ จากหน้าลานพระบรมรูปทรงม้ามาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
ที่สำคัญก็คือมีขบวนการคนหนุ่มสาวซึ่งสูญหายไปนาน
ได้กลับมาเข้าร่วมอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนการคาดหวังในเรื่องนักศึกษาก็แสดงความคิดเห็นว่า
“ไม่อยากให้พี่น้องแรงงาน
หยุดอยู่แค่นี้
แต่อยากจะให้ทุกคนช่วยกันผลักดันให้เรื่องนี้ปรับใช้ให้ได้ ถ้ารัฐบาลยอม
ที่จะช่วยเหลือทุกอย่างก็จะดีขึ้น
ก็อยากให้เห็นว่าการมาชุมนุมเรียกร้องต่าง ๆ
มันไม่ได้มาชุมนุมเรียกร้องผลประโยชน์ให้กับกลุ่มที่เสียผลประโยชน์อย่างเดียว
แต่มันเป็นการออกมาเรียกร้องให้คนทั้งประเทศ ถ้ามันสำเร็จ
พวกนักศึกษาที่กำลังจะจบหรือที่ทำงานอยู่ไปด้วยเขาก็จะประโยชน์ด้วย
จึงอยากให้นักศึกษาที่กำลังรับรู้หรือรับฟัง
ได้เข้าใจแล้วสามารถออกมาเป็นกำลังใจ
และช่วยกันขับเคลื่อนไปได้ก็ยิ่งดี เพราะส่วนใหญ่ที่ผ่านมามันกลายเป็นว่าผู้ที่ออกมา
เรียกร้องมันกลายเป็นคนก่อกวน
เป็นภาพที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
แต่หารู้ไม่ว่าค่าแรงสามร้อยถ้าเราเรียกร้องได้มันจะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งประเทศ”
นายธัชพงษ์ แกดำ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงกล่าว
จุดประสงค์ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานครั้งนี้
คือต้องการให้นายกออกมารับหนังสือ
แต่ทางรัฐบาลได้ตอบรับโดยการให้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาเรื่องสัญญาต่าง
ๆ
รวมถึงนโยบายต่าง ๆ อย่างเป็นทางการในทำเนียบรัฐบาล
และส่วนของนักศึกษาก็มีการส่งตัวแทนเข้าไปสังเกตการณ์ร่วมด้วย
นายธิวัชร์ ดำแก้ว นักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักศึกษาที่เป็นตัวแทนที่เข้าไปพบกับนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน
ผู้แทนจากรัฐบาล ในห้องประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล
ได้เล่าถึงความรู้สึกหลังการเจรจาว่า
รู้สึกดี ที่เราได้ เรียนรู้ อะไรสนุก ๆ และมีโอกาส
ได้เจรจาจากตัวแทนรัฐบาลในทำเนียบรัฐบาล
ซึ่งหาโอกาสยากที่จะเข้าไป แต่ว่าเราก็ ไม่ได้ไปพูดอะไรเลย
แค่ไปนั่งฟังเฉย ๆ แต่มันก็ทำ
ให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า ถ้าประชาชนมาเรียกร้องอะไรสักอย่าง
มันก็ต้องมีตัวแทนที่จะเข้าไป
พูดคุย ซึ่งจะต้องมีทักษะในการเจรจา ต้องมีไหวพริบ เพราะเราไม่รู้เลยว่าตัวแทนจากรัฐบาล
ที่มาพูดคุยกับเราเขาจะพูดเก่ง
จะหว่านล้อมได้ดีแค่ไหน “ผมเชื่อว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมัน
ปากหวานหมดแหละ คนที่มาพูดก็ต้องพูดดี
อย่างวันนี้รัฐมนตรีพูดเคลิ้มเลยนะ ถ้าเราลองฟัง
ดูจริง ๆ
คิดตามมันจะรู้ว่ามีเรื่องที่ซ่อนเร้นเอาไว้อยู่แล้ว
การที่เขาพูดว่าสามร้อยบาททันที
คือเขาก็พยายามเลี่ยงประเด็นนี้” ทัศนคติของนายธิวัชร์ถูกบอกเล่าออกมา จากการพูดคุยจึง
ทำให้ทราบว่าเพราะเรียนคณะคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
จึงทำให้เขาตระหนักถึง
ปัญหาในเรื่องนี้
และคิดว่าผลกระทบมันเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในสังคม “ผมมองว่าเขาต้อง
ได้รับความช่วยเหลือ
สังคมมันบีบให้เด็กทั่วไปเรียน หางานทำดี ๆ
แต่เราก็ลืมนึกไปว่าเรา
เรียนไปเพื่อดูแลสังคมเรานะ ซึ่งผมเชื่อมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ
ตั้งแต่สนใจมาทำงานเพื่อสังคม
ว่าถ้าเราสร้างบ้าน เราหาเงินสร้างบ้านเรานะ เป็นบ้านหลังที่ใหญ่และดีที่สุดในหมู่บ้าน
ว่าถ้าเราสร้างบ้าน เราหาเงินสร้างบ้านเรานะ เป็นบ้านหลังที่ใหญ่และดีที่สุดในหมู่บ้าน
และเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจากรอบบ้าน
สักวันหนึ่งคนรอบบ้านนั้นจะมาปล้นบ้านเรา
ผมเชื่อว่าผมทำเพื่ออนาคตต่อไปลูกหลานผมจะได้ไม่ไปปล้นใครเขากิน
เพราะความยากจน
สังคมต้องมีระเบียบ แต่ความมีระเบียบต้องเกิดจากทุกคนในสังคม
มีรายได้
มีความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ ไม่มีชีวิตที่ล้มเหลว มันต้องมีชีวิตที่ดีกับสังคมที่ดี”
ข้อสรุปจากการเรียกร้องค่าแรง
300 บาททั่วประเทศนั้น
ภาครัฐบาลได้ให้คำตอบ
กับประชาชนว่าวันที่ 1 เมษายน 2555
จะขึ้นค่าแรง 300 บาทใน 7 จังหวัด ได้แก่
กรุงเทพฯ,
สมุทรสาคร, ปทุมธานี, สมุทรปราการ,
นนทบุรี และนครปฐม
และวันที่ 1 มกราคม 2556 จะขึ้น 300 บาททั้งประเทศ
และให้คงอัตราค่าจ้างของทุกจังหวัดไว้เป็นเวลา 2 ปี
โดยให้เหตุผลว่าที่ปรับใช้วันที่ 1 มกราคม 2555 ไม่ได้
เพราะเนื่องจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วม
มีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการที่มีปัญหา
จึงยังปรับค่าแรงขึ้นให้ไม่ได้ โดยนายธิวัชร์
ก็เป็นเสียงของนักศึกษาที่ได้ให้ความเห็น
เพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า “ต้องคิดต่อไปว่าแค่สามร้อยมันไม่พอ ไม่ว่ากลุ่มอุตสาหกรรม
จะมีเหตุผลวิเศษอะไรมาพูด
แต่จริง ๆ แล้วมันไม่พอ เพราะมีงานวิจัยหลายตัวที่ออกมาว่า
ค่าครองชีพน่าจะอยู่ที่
421 บาท หรือ 500 บาท เป็นอย่างน้อย
เพราะค่าครองชีพ
มันก็ขึ้นตลอด ทุกอย่างมันแพงขึ้น
แต่แรงงานถูกดองค่าแรงมาเป็นยี่สิบปีแล้ว
มันไม่ขึ้นตามความเป็นจริง แรงงานต้องต่อสู้ให้มากกว่าการยกค่าแรงขั้นต่ำสามร้อยบาท
แต่ แรงงานต้องนำเสนอไปสู่การตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าแรงที่เป็นธรรม
ระหว่างมีนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐ
ซึ่งระบบนี้ใช้มานานแล้วแต่ว่าค่าแรงยังอยู่เท่าเดิม
แสดงว่ากลไกลมันมีปัญหา
หลังจากนี้เราควรจะมาแก้ไขกลไกนี้ให้ถูกต้องขึ้น”
Cradit: FACEBOOK Kan Sangtong































